ความรู้เบื้องต้นที่นักวิทยุสมัครเล่นควรรู้
ความรู้เบื้องต้นที่นักวิทยุสมัครเล่นควรรู้ ทั้งเรื่อง เครื่องรับ เครื่องส่ง ระบบสายอากาศ การแพร่กระจายคลื่น สายนำสัญญาณ ระบบความปลอดภัย สัญญาณรบกวนต่าง ๆ ที่เกียวข้อง การตรวจซ่อมอุปกรณ์ทั่วไป ความรู้พื้นฐานด้านอิเล็คทรอนิกส์ รูปแบบการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ
วันเสาร์, สิงหาคม 30, 2008
วันศุกร์, สิงหาคม 29, 2008
จอตระกูล ACER อาการ จอสว่างจ้า ปรับ-ลด ไม่มีผล
จอตระกูล ACER อาการ จอสว่างจ้า ปรับ-ลด ไม่มีผล
ลักษณะอาการและการสังเกต
ลักษณะ เหมือนกับอาการก่อนหน้าคือ จอภาพสว่างจ้ามาก สังเกตว่าปรับแสง เพิ่ม - ลด ไม่มีผลได ๆ ทั้งสิ้น แต่การทำงานของวงจร ACER นั้นแตกต่างกับ HANSOL ดั้งนั้นจึงขอยกตัวอย่างของ ACER อีกครั้ง

สำหรับ จอ ACER แท่นนี้ (สังเกตรูป) การปรับเร่ง - ลด แสง จะไม่ใช้ไฟบวกที่ G2 ในการปรับเหมือนกับ แท่นของ HANSOL แต่จะใช้ไฟลบที่ G1 แทน

ตัวอย่าง ในรูป IC 801 ส่งสัญญาณมายังขา B ของ Q203 เพื่อควบคุมความสว่าง หรือควบคุมไฟลบที่ขา G1 ถ้าเป็นลบมากจอก็จะมืด ถ้าเป็นลบน้อย หรือศูนย์จอก็จะสว่างจ้า
แนวทางการซ่อมและตรวจเช็ค
- ตรวจสอบแรงดันไฟ G1 ที่มายังหลอดภาพก่อน ว่ามีไฟลบหรือไม่ ปรกติถ้าอาการแบบนี้ก็จะไม่มีไฟลบ
- ถ้าไม่มีไฟก็ให้เริ่มไล่แรงดันไฟ-190 โวลต์ (ในตัวอย่าง) จากขัวลบของ C326 ไปจนถึง ขารับไฟ G1ของหลอดภาพ
- โดยทั่วไปแล้วจะพบว่า R ค่าสูง ๆ (แล้วแต่รุ่น) ที่เป็นทางผ่านของไฟ -190 โวลต์ขาด

จอมอนิเตอร์มีเสียงดังเวลาเปิด (จีด ๆๆๆ)
จอมอนิเตอร์มีเสียงดังเวลาเปิด (จีด ๆๆๆ)

สาเหตุ C 908 (จากรูป) แห้ง หรือลดค่า บางครั้งอาจจะต้องลองเปลี่ยนดู

จอ Philips 107 อาการเปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง
จอ Philips 107 อาการเปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง

สักษณะอาการ
ภาคจ่ายไฟจะทำงาน บางครั้งก็ไม่ทำงาน ต้องเปิด ๆ ปิด ๆ หลายครั้งกว่าจะเปิดได้ บางเครื่อง ก็เปิดไม่ได้เลย
การตรวจซ่อม
สมมุติ ว่า ตอนนี้ภาคจ่ายไฟไม่ทำงานเลย ให้ลองเสียบปลักไป AC ดู แล้วลองกดสวิชเปิดเครื่องจากนั้นถอดปลักออก ลองวันไฟว่าค้างที่ C ไฟ 300 โวลต์หรือเปล่า (C ตัวใหญ่สุดอยู่ในภาคจ่ายไฟ) ปรกติอาการนี้ ไฟจะค้าง ให้เอาหลอดไฟ 220 โวลต์ มาคายประจุออก

จากนั้นให้มองหา OPTO ดังในรูปด้านล่าง แล้วลองวัดและเปลี่ยนดู จะพบว่าเสียบ่อยมากในอาการแบบนี้


ข้อดีและข้อเสียของวิทยุระบบ SSB (Single-sideband modulation)
ข้อดีและข้อเสียของวิทยุระบบ SSB (Single-sideband modulation)

รูปสเปกตรัมความถี่ของสัญญาณ SSB
สมมุติว่าเราป้อนสัญญาณเสียงความถี่ 3 KHz เข้าไปผสมกับคลื่นพาห์ความถี่ 15 MHz ความถี่ ผลรวมจะเท่ากับ 15,003 KHz ความถี่เราเรียกว่า ไซด์แบนด์ด้านสูง หรือ Upper Sideband ;USB เพราะความถี่สูงกว่าคลื่นพาห์ ส่วนความถี่ผลต่าง ซึ่งจะเท่ากับ 14,997 KHz สัญญาณนี้เราจะเรียกว่า ไซด์แบนด์ด้านต่ำ Lower Sideband ;LSB เพราะความถี่ต่ำกว่าคลื่นพาห์
สัญญาณทั้งสอง Sideband นั้นจะมีข้อมูลข่าวสารเหมือนกัน การส่งสัญญาณเราจะส่งเพียง Sideband เดียวเท่านั้น อีก Sideband หนึ่งจะถูกลดทอนไป
ข้อดีของการส่งวิทยุแบบ SSB
- สามารถ ทำให้ Bandwidth ลดลงได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลดีในการรับเพราะว่าสัญญาณเสียงรบกวนในภาคขยายความถี่ปานกลาง หรือ IF จะแปรผันตาม Bandwidth ดังนั้นเมื่อลด Bandwidth ลงได้ ครึ่งหนึ่ง เสียงรบกวนก็จะลดลงครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการขยายของภาคนี้ได้อีก ซึ่งก็แสดงว่าระบบ SSB สามารถรับสัญญาณที่อ่อนกว่าระบบ AM ธรรมดาได้
- สามารถ ส่งสัญญาณได้จำนวนช่องมากกว่า ระบบ AM ในแต่ละย่านความถี่ เพราะ Bandwidth แคบกว่า ตัวอย่างเช่น วิทยุ CB ในระบบ AM ใช้ได้ 40 ช่องแต่ถ้านำมาใช้ในระบบ SSB จะสามารถใช้ได้ถึง 80 ช่อง โดยใช้ช่วงความถี่เท่าเดิม
- ใช้พลังงานในการส่งน้อยกว่าระบบ AM ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทนทานกว่า
ข้อเสียของการส่งวิทยุแบบ SSB
- ตัวเครื่องมีราคาสูง เพราะต้องเพิ่มความยุ่งยากของวงจรทั้งในภาครับและภาคส่ง
- ต้องการความเทียงตรงสูง การปรับเครื่องรับก็จะต้องมีความยุ่งยากมากขึ้น การปรับที่พอเหมาะจะทำให้เสียงออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด
- Bandwidth แคบทำให้การตอบสนองความถี่ได้แคบลง จึงจำกัดการใช้งานระบบ SSB ให้อยู่ในเฉพาะการสื่อสารเท่านั้น ไม่สามารถ นำไปใช้กับการกระจายเสียง เพราะให้เสียงที่มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ (ต่ำกว่าระบบ AM)
- การมอดูเลตและการดีมอดูเลต ยากกว่าระบบ AM
ป้ายกำกับ: ham radio, SSB, วิทยุสมัครเล่น, วิทยุเรือ
POWER SUPPLY แหล่งพลังงานสำหรับวิทยุ
POWER SUPPLY แหล่งพลังงานสำหรับวิทยุ
Power Supply เป็นแหล่งพลังงานของวิทยุสื่อสาร ที่จะขาดเสียมิได้ และถ้ามันมีความสำคัญ อย่างน้อย ๆ นักวิทยุก็ควรจะรู้เรื่องเกียวกับ อุปกรณ์ชิ้นนี้บ้าง และบทความชิ้นนี้ขออธิบายแบบเข้าใจง่าย จะได้น่าอ่านมากขึ้นนะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ก่อนอื่นจะขอพูดถึง Power Supply ที่ใช้แบบหม้อแปลงธรรมดาก่อน

เมื่อเราเสียบปลักไฟของ Power Supply กระแสไฟ ใหลผ่าน ฟิวส์ และสวิช มายัง อุปกรณ์ชิ้นแรก ที่เราจะศึกษา คือ
หม้อแปลงไฟฟ้า หรือ TRANSFORMERS

อุปกรณ์ ชิ้นนี้ ทำหน้าที่เปลี่ยนระดับแรงดันของไฟฟ้ากระแสสลับ หรือไฟ AC (ไฟที่ออกจากตัวหม้อแปลง ยังไม่ใช่ไฟกระแสตรง) คำว่าไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ Alternating-Current ก็หมายถึง ไฟที่ไม่มีขั้วที่แน่นอน เดียวเป็นบวก เดียวเป็นลบ หม้อแปลงบางตัวก็จะเปลี่ยนไฟ ให้สูงขึ้น บางตัวก็แปลงให้ต่ำลง แล้วแต่การออกแบบ สำหรับ ตัวอย่างที่จะในรูป หม้อแปลงตัวนี้จะ แปลงไฟลง มีหลายระดับ มี 6,9,12 โวลต์


หม้อแปลง ใน Power Supply ของ Diamond รุ่น GS-300S หม้อแปลงจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวอย่างแรกหลายเท่าตัว สามารถจ่ายกระแสได้สูงกว่า
เมื่อ เราได้ ไฟกระแสสลับแรงดันต่ำ ๆ ไกล้เคียงกับแรงดันที่เราจะใช้กับวิทยุสื่อสารแล้ว จะนำมาใช้เลยไม่ได้ เราต้องแปลงให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงก่อน โดยใช้อุปกรณ์ชิ้นต่อไป คือ
ไดโอด (DIODE)
ไดโอดมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบแยกเป็นตัวเดียว ๆ และ รวมเป็นชุด หรือ ไดโอด BRIDGE (4 ตัว)

ตัวอย่างไดโอดจริงใน Power Supply ของ Diamond รุ่น GS-300S
การนำหม้อแปลงกับไดโอดมาต่อใช้งาน สามารถต่อได้หลายแบบ ดังนี้
- HALF-WAVE RECTIFIER เป็นวิธีการแต่แบบที่ประหยัดอุปกรณ์ที่สุด คือใช้ ไดโอดแค่ 1 ตัว

ได โอด มีคุณสมบัติก็คือ ยอมให้กระแสไฟฟ้า ใหลผ่านได้ในทิศทางเดียว ดังรูปตัวอย่าง ไฟซึกบวกจะใหลผ่านไดโอดไปได้ แรงดันที่ได้จะมีค่าเท่ากับ 0.45 X E rms ของแรงดันไฟกระแสลลับ เช่น ถ้าไฟกระแสสลับเข้ามา 12 โวลต์ แรงดันที่ออกจากไดโอดจะเท่ากับ 12 X 0.45 = 5.4 โวลต์

- Epeak คือแรงดันสูงสุดที่ยอดแหลม ๆ ของรูปคลื่น สามารถวัดด้วยสโคป
- EAV คือแรงดันเฉลี่ยที่วัดด้วย มิเตอร์เข็ม

วงจร HALF-WAVE RECTIFIER ยังสามารถนำมาใช้ในวงจรหรีไฟแบบง่าย ๆ ได้ ดังรูป

การ RECTIFIER แบบนี้เป็นการทำงานแค่ครึ่งเดียว พลังงานอีกครึ่งหนึ่ง ก็เสียไปเปล่า ๆ เราจึง แก้โดยการ RECTIFIER แบบเต็มคลื่น หรือ
- FULL-WAVE RECTIFIER

จาก รูป จะเห็นได้ว่า เราได้เพิ่มไดโอดเข้าไปอีก 1 ตัว คือ DA และ DB ทำงานกันคนละซึก การ RECTIFIER แบบนี้ต้องใช้หม้อแปลงที่มี CENTER-TAP ดังหม้อแปลงในรูปตัวอย่าง เขาจะเขียนว่า 12 - 0 - 12 ตัวเลข 0 หมายถึง CENTER-TAP ส่วน 12 ทั้งสองข้าง จะมีไฟ 12 โวลต์เมื่อเทียบกับ 0 และไฟ 12 โวลต์ทั้งสองข้างนี้จะมี เฟสที่ต่างกัน 180 องศา คือถ้าเส้นแรกเป็นไฟบวก อีกเส้้นจะเป็นไฟลบ

รูป คลื่นที่ออกมาก็จะสลับกัน ระหว่าง A และ B แรงดันที่ได้จึงเป็นสองเท่าของการ RECTIFIER แบบ HALF-WAVE คือ 0.9 X E rms ของแรงดันไฟกระแสลลับ เช่น ถ้าไฟกระแสสลับเข้ามา 12 โวลต์ แรงดันที่ออกจากไดโอดจะเท่ากับ 12 X 0.9 = 10.8 โวลต์ ส่วนแรงดันกระเพื่อมหรือ Ripple จะเป็น 2 เท่าเช่นกัน คือ ถ้าเราใช้ไฟฟ้าความถี่ 50 Hz ค่า Ripple จะเท่ากับ 100 Hz

การ RECTIFIER แบบ HALF-WAVE ต้องใช้หม้อแปลง แบบ CENTER-TAP ถ้าเราไม่มีละ เราจะทำยังไง ? ...มีคนคิดไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วครับ คือเปลี่ยนไปใช้แบบ FULL-WAVE BRIDGE RECTIFIER
- FULL-WAVE BRIDGE RECTIFIER


สำหรับวงจรที่ต้องการไฟ บวก ลบ กราวด์ ใช้หม้อแปลงแบบ CENTER-TAP โดย CENTER-TAP จะเป็น กราว์ด
วงจร แบบ BRIDGE RECTIFIER จะใช้ไดโอดมากหน่อย คือใช้ 4 ตัว DA, DB, DC และ DD จะสลับกันทำงานที่ละ 1 คู่ โดย DA จะคู่กับ DC และ DB จะคู่กับ DD

วงจร ตัวอย่าง เมื่อรูปคลื่นไฟฟ้าที่ด้านบนของหม้อแปลงเป็นขั้วบวก ตรงจุดนี้มี DA และ DD ต่ออยู่ ไฟบวกนี้จะสามารถผ่าน DA ไปได้ โดยเหมือนกับ จัมสายตรง ๆ แต่ไม่สามารถใหลผ่าน DD ไปได้ ถ้าจะให้ละเอียดไปอีกนิด เขาจะเรียกว่า reverse-biases แต่จะยังไม่กล่าวในตอนนี้ และเมื่อด้านบนเป็นบวก ขั้วสายด้านด้านล่างก็ต้องเป็นลบ ไฟลบก็ผ่าน DC ไปได้เช่นกัน

แรง ดันไฟที่ได้เท่ากับ 0.9 X E rms ของแรงดันไฟกระแสลลับ เช่น ถ้าไฟกระแสสลับเข้ามา 12 โวลต์ แรงดันที่ออกจากไดโอดจะเท่ากับ 12 X 0.9 = 10.8 โวลต์ เช่นเดียวกับแบบ FULL-WAVE RECTIFIER
ตอน นี้ เราได้ไฟ กระแสตรง หรือว่า ไฟ DC มาแล้ว แต่ว่าไฟที่ได้นี้ ยังไม่เรียบ ยังมี Ripple อยู่ ถ้าเรานำมาต่อกับวิทยุ จะมีเสียง บื่อ ๆๆๆ ออกทางลำโพง แน่นอนครับเราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เราเลยต้องผ่านวงจร FILTERS โดยใช้ Capacitor เป็นพระเอกในส่วนนี้


ตัวอย่าง จริงใน Power Supply ของ Diamond รุ่น GS-300S ใช้ Capacitor ค่า 3300 uF 35 โวลต์ จำนวน 10 ตัวขนานกัน เหตุผลที่ต้องต่อขนานกันมากขนาดนี้ ก็เพราะว่า ถ้าวงจรมีค่าี Capacitor มากก็จะทำให้ไฟเรียบขึ้น สามารถจ่ายกระแสได้สูง ๆ

รูปคลื่น ของสัญญาณที่ยังไม่ผ่านวงจร FILTERS (รูป 1) และรูปคลื่นที่ผ่านการ FILTERS แล้ว (รูป 2)

กรณีวงจร FILTERS ต่อกับโหลดที่ ดึงกระแสสูง รูปคลื่นจะไม่เรียบ

สังเกต ได้ว่าไฟที่ออกจากวงจร FILTERS อย่างเดียว ยังไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอ ไม่สามารถควบคุมแรงดัน ให้คงที่ได้ เมื่อโหลดดึงกระแสสูงขึ้นแรงดันก็จะตกลง และมีกระแสที่กระเพื่อม ( ripple) มากขึ้น เราจึงต้องมีวงจรควบคุมแรงดัน เข้ามาใช้งาน
วงจร Regulator
วงจร Regulator แบบง่าย ๆ ที่สุดคือการใช้ ZENER DIODES คำว่า ZENER เป็นชื่อของ นักวิทยาศาสตร์ ที่ชื่อว่า Dr. Clarence Zener


การ ใช้ ZENER DIODES นั้นมีข้อดีคือสามารถทำได้ง่าย แต่ีข้อเสียก็คือ จ่ายกระแสได้ต่ำ ถ้าโหลดสูงมาก ZENER DIODES ก็พัง ถ้าต้องการกระแสที่สูงขึ้นมาอีก ก็จะใช้แบบ IC ตัวอย่าง IC ดังรูป


เนื่องจาก IC จ่ายกระแสได้น้อย (แต่มีวงจรป้องกันต่าง ๆ อยู่ในตัว) เราจึงใช้ Power Transistor เป็นตัวขยายกระแสอีกที

สำหรับ วิทยุสื่อสารแล้ว คงจะต้องใช้วงจร Regulator ที่สามารถจ่ายกระแสออกมาได้มากกว่านี้ อาจจะใช้ Power Transistor หรือ Power Mosfet

ตัวอย่าง จริงใน Power Supply ของ Diamond รุ่น GS-300S ใช้ Power Transistor เบอร์ 2SC3281 จำนวน 4 ตัว สังเกตว่าจะมี ไดโอดตัวเล็ก ๆ ถูกยึดติดกับ แผ่นระบายความร้อน ไกล้ ๆ Power Transistor เพื่อเป็นตัวเซนเซอร์ความร้อน ถ้าความร้อนถึงระดับ จงจรจะสั่งให้พัดลมในเครื่องทำงาน
นอก จากนี้วงจร Power supply สำหรับวิทยุสื่อสารที่ดี ยังต้องมีวงจร ป้องกัน ความเสียหายจากแรงดันสูงเกินกว่าปรกติ ในกรณีที่ Power Transistor เกิดลัดวงจร เนื่องจากจ่ายกระแสเกิน หรือลัดวงจร
จาก จรตัวอย่าง ถ้า Power Transistor ลัดวงจร แรงดันไฟออกมาจะสูงกว่า 20 โวลต์ ถ้าไม่มีวงจรป้องกัน วิทยุพังแน่ ๆ ครับ ดังนั้นการเลือกชื้อ Power Supply ควรคำนึงถึงจุดนี้ด้วย
ช่างซ่อมจำเป็น ซ่อม UPS ของ APC ES500
ช่างซ่อมจำเป็น ซ่อม UPS ของ APC ES500

หลายท่านอาจจะใช้ UPS รุ่นนี้ ถ้าเจออาการเสียแบบเดียวกับ ก็สามารถซ่อมเองได้เลย อาการที่ว่าก็คือ ปุ่มปิดปิด มีปัญหา สังเกตดู มันจะแข็ง ๆ กดเท่าไรก็ไม่ยอมเปิด

ขั้น ตอนการซ่อมก็ง่าย ๆ คือขันน๊อตด้านล่าง แล้วค่อย ๆ ดึงฝาล่างขึ้น (อย่างดึงฝาบนนะครับ เดียวมันจะประกอบกลับยาก) ก็จะเห็นวงจรภายในดังรูป จากนั้นค่อย ๆ ยกแผ่นวงจรขึ้นมา

เรา ก็จะเห็น สวิช ปิดเปิด (ในวงกลม) สวิชตัวนี้จะเสียบ่อยมาก สำหรับเครื่องรุ่นนี้ ก่อนที่จะถอดสวิชตัวนี้ออกมา ให้เราถอดสาย แบตเตอรี่ออกก่อน เพื่อความปลอดภัย จากนั้นก็ลงมือถอดสวิช แล้วก็เปลี่ยนตัวใหม่ได้เลย
http://www.hs8jyx.comวันพุธ, สิงหาคม 27, 2008
สภาพอากาศต่อการแพร่กระจายคลื่นย่าน VHF
สภาพอากาศต่อการแพร่กระจายคลื่นย่าน VHF
ผลของสภาพอากาศต่อการแพร่กระจายคลื่น เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ดูเหมือนจะลึกลับเอาการ สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นมือใหม่ ทำไมบางครั้งยิ่งดึกยิ่งรับสัญญาณได้ดียิ่งขึ้น ? ทำไมตอนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสัญญาณที่รับได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว ? ทำไมเดือนนั้นเดือนนี้จึงรับสัญญาณทางไกลได้ดี ขณะที่บางเดือนรับสัญญาณได้แย่ลง ?
รูปแสดงความสำพันธ์ระหว่างความชื้นของอากาศและความแรงของสัญญาณที่รับได้
จากรูปจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าความชื้นของสายอากาศในเส้นทางผ่าน ระหว่าง เครื่องรับและเครื่องส่ง มีค่าน้อยลงสัญญาณที่ได้จะแรงขึ้น ถ้าวันที่ฝนตก สัญญาณที่ได้จะลดลง

รูปแสดงความสำพันธ์ระหว่างความสูงของเมฆและความแรงของสัญญาณที่รับได้
จากรูปจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าระดับความสูงของเมฆสูงขึ้น สัญญาณจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่าง ช้า ๆ ซึ่งจะขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่า ถ้าเมฆอยู่ต่ำจะทำหน้าที่เหมือนท่อนำคลื่น ทำให้สัญญาณไปได้ไกล และแรงขึ้น ผลการทดลองนี้จะสอดคล้องกับรูปแรก คือในตอนที่ฝนตกเมฆจะลอยลงมาต่ำ

รูปแสดงความสำพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและความแรงของสัญญาณที่รับได้
จากรูปจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าอุณหภูมิในช่วงเส้นทางผ่านของสัญญาณลดลง สัญญาณจะแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเดิมที่ว่า สัญญาณจะแรงขึ้นในหน้าหนาวและ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
อ่านต่อได้ที่นี่ครับ
ป้ายกำกับ: antenna, การแพร่กระจายคลื่น, สายอากาศ
สายอากาศแบบ collinear คืออะไรกัน
สายอากาศแบบ collinear คืออะไรกัน
สายอากาศ collinear (หรือ co-linear) พูดกันแบบง่าย ๆ ก็คือการนำเอาสายอากาศตั้งแต่สองตัวขึ้นไปมาต่อขนานกัน เพื่อให้ได้อัตราการขยายที่สูงขึ้น โดยสายอากาศจะถูกจัดเรียงกันในแนวดิ่ง (mounted vertically) การ collinear สามารถทำได้สองแบบคือ การ collinear แบบ อนุกรม (Series fed collinear) แบบที่สองคือการ collinear แบบขนาน (Parallel fed collinear)หรืออาจจะเรียกว่าการ Stack กัน

ตัวอย่างการ collinear แบบ อนุกรม (Series fed collinear) นำสายอากาศ 5/8 Lamda มาต่ออนุกรมกัน 2 ชั้น เลยเรียกว่า สายอากาศ 5/8 2 ชั้น

ตัวอย่าง การ collinear แบบขนาน (Parallel fed collinear) หรืออาจจะเรียกว่าการ Stack กัน รูปตัวอย่าง นำสายอากาศ ไดโพล จำนวนสองต้นมาขนานกัน เลยเรียกว่า ไดโพล 2 Stack
ตัวอย่าง การ collinear แบบ อนุกรม (Series fed collinear)

- รูป a แสดงกระแสบนสายตัวนำความยาว 2 Lamda
- รูป b เป็นการจัดเฟสของสัญญาณเสียใหม่ ให้มีเฟสตรงกัน สัญญาณที่ได้จะเสริมกัน
- รูป c เป็นการนำ stub มาใช้ในการจัดเฟส
อ่านต่อได้ที่นี่ครับ
วันอาทิตย์, สิงหาคม 24, 2008
จะใช้บูมเป็นอะไรดีสำหรับสายอากาศยากิ
จะใช้บูมเป็นอะไรดีสำหรับสายอากาศยากิ
ในย่านความถี่ VHF การสร้างสายอากาศยากิจะมีปัญหากว่าในย่านความถี่ HF ก็ตรงที่บูม (แกนกลางของสายอากาศยากิ) และอุปกรณ์ที่ยึดจับ ทั้งหลายจะเริ่มใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบกับความยาวคลื่น ของความถี่ใช้งาน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงมีผลต่อการทำงานของสายอากาศยากิ
แสดงการยึดอิเลเมนต์ของสายอากาศยากิเข้ากับบูม
คำ ถามที่มักจะได้รับยการถามถึงอยู่เสอม ๆ คือ ควรจะใช้บูมเป็นไม้หรือเป็นโลหะดี ถ้าไม้น่าจะดีกว่าเพราะเป็นฉนวน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการทำงานของสายอากาศ แต่จากผลการทดลองของกลุ่มวิศวกรของสำนักงานมาตราฐานแห่งชาติ (NBS) ของ สหรัฐ ฯ พบว่าการใช้ไม้นั้นทำให้คุณสมบัติของสายอากาศไม่แน่นอน และยังเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพบรรยากาศ ทั้งนั้เพราะไม้ เป็นวัสดุที่เก็บความชื้นและหดตัวได้ง่าย แม้จะทาวัสดุเคลือบผิวไม้แล้วก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร
แต่ เมื่อทดลองใช้บูมโลหะแล้วพบว่าคุณสมบัติแน่นอนและสอดคล้องกับการทดลองที่ไม่ ใช้บูมเลย (คือให้อีลีเมนต์ลอยอยู่ กลางอากาศ มีแต่อากาศเท่านั้นที่อยู่ระหว่างอิลีเมนต์ ) แต่ว่าจะต้องเพิ่มความยาวของอิลีเมนต์ขึ้นเล็กน้อย เป็นการชดเชยกับการใช้บูมเป็นโลหะ ทีไปทำให้ตัวมันเสมือนสั้นลง ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้ใช้บูมเป็นโลหะดีกว่าไม้
ความ ยาวของอิลีเมนต์ที่จะต้องเพิ่มขึ้นนี้ ขึ้นอยู่กับว่า อิลิเมนต์ยึดกับบูมอย่างไร (ดังรูป) รูป ก. จะต้องเพิ่มความยาวของอิลีเมนต์ประมาณ 0.7 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของตัวบูม แต่ถ้าติดเข้ากับด้านบนของตัวบูมโดยตรง เหมือนรูป ข. จะต้องเพิ่มความยาวขึ้นอีกประมาณ 0.06 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของบูม แต่ถ้าติดลอย ๆ โดยมีฉนวนคั่น ดังรูป ค. ก็ไม่ต้องเพิ่มความยาวแต่อย่างได
สายอากาศ Quad 2E ของ AA1EX
สายอากาศ Quad 2E ของ AA1EX
สายอากาศแบบ Loop เป็นสายอากาศ มีลักษณะเป็น วง มีหลายรูปร่าง เช่น สามเหลื่ยม (Triangle) แบบสีเหลื่ยม (Quad) และแบบวงกลม (Cercular) ซึ่งแบบสามเหลี่ยมจะมี gain น้อยที่สุด ไกล้เคียงกับ dipole แบบวงกลมจะมี gain มากที่สุดแต่สร้างยาก และแบบวงกลม มีgain น้อยกว่าแบบวงกลมนิดหน่อยแต่สร้างง่ายกว่ามาก สามารถดูตารางแสดงอัตราการขยายของสายอากาศแบบ Loop ดังนี้
สำหรับ สายอากาศที่จะนำมาเสนอนี้ เป็นของ Chester S.Bowles (AA1EX) นักวิทยุสมัครเล่นรุ่นคุณปู่ ท่านได้ Call Sign มาตั้งแต่ปี 1967 (พ.ศ.2510) สายอากาศ Quad Loop ชุดนี้มี 2 อีเลเมนต์ คือ Driven และ Reflector ตัวอิเลเมนต์ใช้ลวดเบอร์ 18 โดยที่ Driven ยาวด้านละ 52.4 cm. และ Reflector ยาวด้านละ 55 cm.
โครง สร้างสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยใช้ท่อ PVC ขั้นแรกให้ทำขึ้นเป็นตัว T ก่อนโดยใช้ท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว ให้แนวตั้งของตัว T ยาวประมาณ 1 เมตร อันนี้จะยาวกว่าก็ได้ ไม่มีผลอะไร ส่วนแขนทั้งสองข้างกางออกไปไม่น้อยกว่า 25 cm. เพราะเราต้องจัดให้ อิเลเมนต์ทั้งสองห่างกันประมาณ 38 - 40.5 cm.
ที่ แขนของตัว T ให้เจาะรูเตรียมสอดแท่งไม้กลม ๆ ที่จะใช้เป็นตัวยึดให้ลวดเกาะด้านละ 2 ท่อน (อาจจะดัดแปลงใช้ฉนวนอย่างอื่นก็ได้) พยายามให้ไม้ทั้งสองอันนี้ไกล้กัน และตั้งฉากมากที่สุด เพื่อให้รูปร่างของสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพื้ยนน้อยที่สุด
สำหรับ Reflector นั้นอาจจะทำได้ง่ายหน่ิอยพอจัดรูปร่างเข้าที่ก็ให้บัดกรีลวดทองแดงเข้าด้วย กัน อย่าลืมว่าความยาวรอบวงต้องเท่ากับ 220 cm (55 X 4 ด้าน)
ต่อ มาก็เป็นส่วนของ Driven อาจจะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย เพราะตรงจุดปลายสายลวดทั้งสองต้องต่อด้วยชุด Matching ซึ่งประกอบด้วย สตับ ซึ่งทำมาจากสายทวินลีด (Twin Lead) และทริมเมอร์ ค่า 6-50 pF อีก 1 ตัว

การเตรียมสายนำสัญญาณ RG-58 ต่อเข้ากับ ทริมเมอร์เพื่อต่อเข้ากับสตับ
การทำ สตับให้ตัดสายทวินลีดยาวประมาณ 15 cm. ปอกปลายสายด้านหนึ่ง บัดกรีสายเข้าด้วยกัน วัดจากด้านที่บัดกรีเข้ามา 9 cm. กรีดและปอกสาย ได้สายเปลือยประมาณ 5 cm. จากนั้นบัดกรีปลายสายทั้งสองเข้ากับปลายทั้งสองของ Driven

จาก นั้นก็จัดสายให้เรียบร้อย แล้วทำการวัดค่า SWR ที่ความถี่กลาง คือ 145.000 MHz ปรับจูนทริมเมอร์ ให้ได้ค่า SWR ต่ำที่สุด ถ้า SWR ได้สูงกว่า 1.5 :1 อาจจะต้องขยับจุดบัดกรีช่วยด้วย ปรกติแล้วจะได้ SWR ตลอดย่านความถี่ 144-146 MHz ประมาณ 1.2 :1
สำหรับ ข้อมูลทางเทคนิคของสายอากาศต้นนี้ทาง AA1EX ไม่ได้บอกมา มีแต่บันทึกว่า "Useing less then 1/2 watts, I was easy able to work repeaters 60-70 miles away whith full quieting"
หรือ ก็คือ ด้วยกำลังส่งไม่ถึงครึ่งวัตต์สามารถยิงไปเตะรีพีตเตอร์ที่ห่างออกไป 60-70 ไมล์ (92-112 กิโลเมตร) ได้สบายโดยไม่มีเสียงรบกวนเลย
ป้ายกำกับ: antenna, quad, วิทยุสมัครเล่น, สายอากาศ
วงจรกรองความถี่ สำหรับวิทยุ (Filter Circuit)
วงจรกรองความถี่ สำหรับวิทยุ (Filter Circuit)
วงจรกรองความถี่ประกอบขึ้นด้วย R (resistor) L (inductors) และ C (capacitors) โดยเอาคุณสมบัติประจำตัวของอุปกรณ์แต่ละชนิด คือ L จะยอมให้ความถี่ต่ำผ่านได้ง่าย ความถี่สูงผ่านยาก C ความถี่ต่ำผ่านยาก ความถี่สูงผ่านง่าย ส่วน R จะมีต้านทานทุกความถี่ให้มีระดับสัญญาณลดลง
L (inductors) หรือว่า ขดลวด

C (capacitors) หรือว่า ตัวเก็บประจุ

R (resistor) หรือว่า ตัวต้านทาน แต่ในวงจรกรองสัญญาณนี้อาจจะเป็นความต้านทานของ ขดลวดก็ได้
วงจรกรอง ความถี่ จะมีทั้งแบบ passive และ active วงจรแบบ active นั้นจะมีวงจรขยายสัญญาณอยู่ภายใน มักจะใช้กันที่ความถี่ต่ำ ๆ เช่น ในวงจรเครื่องขยายเสียง
ชนิดของวงจรกรองความถี่มี 4 แบบคือ
- low pass filter (ความถี่ต่ำกว่าผ่านได้) บางครั้งอาจจะเรียกว่าวงจร high-cut filter สำหรับ ความถี่วิทยุ และ treble cut filter สำหรับวงจรขยายเสียง

วงจร low pass filter มีลักษณะการต่อคือ ใช้ L อนุกรมกับวงจร และ C ขนานกับวงจร คุณสมบัติของวงจรก็คือ เมื่อเราป้อนความถี่ ต่ำเข้าวงจร L จะมีค่า XL ต่ำ C จะมีค่า XC สูง ทำให้ความถี่ ต่ำผ่าน L ได้สะดวก ระดับสัญญาณ Output จึงผ่านได้มาก แต่เมื่อความถี่สูงกว่าจุดที่กำหนด ค่า XL จะมากขึ้น ค่า XC จะลดลง ทำให้ความถี่ ผ่านขดลวดได้ลดลง บางส่วนที่ผ่านไปได้ก็จะถูก C ดึงลงกราวด์ ระดับสัญญาณ Output จึงผ่านได้น้อยมาก
วงจร low pass filter ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
- T Type low pass filter การใช้ L หรือ C เพียงตัวเดียว ไม่สามารถกำจัดสัญญาณความถี่สูงได้หมด ตรงจุด Cut Off ทำให้ความถี่สูงผ่านไปได้ เราจึงแก้ปัญหาโดยการเพิ่ม L เข้าไปในวงจรอีกชุด เมื่อต่อแล้ว ลักษณะวงจรคล้าย ตัว T เราจึงเรียกว่า วงจรกรองความถี่ต่ำผ่าน แบบที การกรองความถี่ ถ้าต้องการประสิืทธิภาพ เราอาจจะใช้วงจรนี้หลายชุด

-
Pi Type low pass filter วงจรนี้จะใช้ C 2 ตัวและ L 1 ตัว ต่อกันดังรูป รูปร่างคล้ายตัว Pi (พาย) เราก็เรียกกันว่า วงจรกรองความถี่ต่ำผ่าน แบบพาย วงจรแบบนี้จะนิยมใช้ในภาคจ่ายไฟ และวงจร Regulator

ตัวอย่าง วงจร low pass filter ในย่าน วิทยุ FM 88 -108 MHz สามารถทนกำลังส่งได้ 800 วัตต์ ใช้ขดลวดเบอร์ 8 Awg และใช้ C แบบ Metal clad silver teflon caps
วงจร low pass filter ที่กล่าวมาข้างต้น จะนำมาใช้ในวิทยุรับส่ง เมื่อ ไม่ต้องการให้สัญญาณความถี่ harmonic (ความถี่ harmonic จะสูงกว่าความถี่ที่ใช้งาน เป็นเท่าตัว เช่น 2 เ่ท่า 3 เท่า เป็นต้น) จากเครื่องส่งของเราไปรบกวนระบบอื่น ๆ
- high pass filter (ความถี่สูงกว่าผ่านได้) บางครั้งอาจจะเรียกว่าวงจร Low-cut filter สำหรับ ความถี่วิทยุ และ bass-cut filte สำหรับวงจรขยายเสียง

วงจร นี้จะยอมให้ความถี่ที่สูงกว่ากำหนดผ่านไปได้ ส่วนควาถี่ที่ต่ำกว่าจะโดนจับลง กราวด์ จากรูปจะเห็นว่า C ต่ออนุกรมกับวงจร ส่วน L ต่อขนานกับวงจร เมื่อป้อนความถี่ต่ำกว่าเข้ามา C จะมีค่า XC สูง ทำให้สัญญาณผ่านไปได้น้อย ส่วน L จะมีค่า XL น้อย ทำให้สัญญาณที่ผ่านมาจาก C ลงกราวด์ได้หมด แต่เมื่อความถี่สูงขึ้น C จะมีค่า XC ลดลง สัญญาณจะผ่านได้มากขึ้น ส่วน L จะมีค่า XL มากขึ้น สัญญาณก็จะลงกราวด์น้อยลง สัญญาณที่ออกไปยัง Output ก็มากขึ้น จนถึงระดับความแรงของสัญญาณประมาณ 70.7 % ของความแรงสูงสุด ระดับนี้เองที่เราเรียกว่า ช่วงความถี่ Cut off เมื่อความถี่สูงกว่า ความถี่ นี้ C จะยอมให้สัญญาณผ่านได้สะดวกและค่า XL จะต้านสัญญาณไม่ให้ลงกราวด์ ความถี่จึงผ่านไปที่จุด Output ได้ทั้งหมด
วงจรกรองความถี่สูงผ่าน ก็มี 2 แบบเช่นกัน

วงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบที

วงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบพาย
ตัวอย่าง วงจร high pass filter ตัดความถี่ย่าน วิทยุ AM ออกไป สามารถทนกำลังส่งได้ 200 วัตต์ ใช้ C แบบ high voltage NPO ceramic capacitors

วงจร high pass filter ที่กล่าวมาข้างต้น จะนำมาใช้ในวิทยุรับส่ง เมื่อ ไม่ต้องการให้สัญญาณจากสถานีส่ง ที่มีความถี่ต่ำกว่า เข้ามารบกวน เช่น ที่บ้านผมอยู่ไกล้สถานีส่งวิทยุ AM ผมใช้วิทยุ ย่าน HF อยู่ คลื่นวิทยุ AM เข้ามารบกวนมาก ผมเลยใช้วงจร high pass filter กำจัดสัญญาณ AM ทิ้งไป
- band pass filter (ช่วงความที่กำหนดผ่านได้)

วงจรกรองความถี่แบบ band pass filter จะยอมให้ความถี่เฉพาะช่วงที่กำหนดให้ผ่านได้ควาถี่นอกจากนี้จะโดนตัดลงกราวด์ เราสามารถสร้างวงจร band pass filter โดยการใช้วงจร Resonance
- ในรูปวงจรด้านซ้าย เราจะใช้วงจร วงจรเรโซแนนท์แบบอนุกรม คุณสมบัติของวงจรนี้คือ ความต้านทานต่ำที่ความถี่เรโซแนนท์ ทำให้สัญาณผ่านไปได้ง่าย แต่สำหรับความถี่อื่น ๆ ทั้งสูงกว่าและต่ำกว่าจะใหลผ่านได้ยาก
- ในรูปวงจรด้านขวา เราจะใช้ วงจรเรโซแนนท์แบบขนาน ต่อสัญญาณลงกราวด์ คุณสมบัติของวงจรนี้คือ ความต้านทานสูงที่ความถี่เรโซแนนท์ ความถี่อื่น ๆ จะถูกดึงลงกราวด์ (เพราะมีความต้านทานต่ำ) ส่วนความถี่เรโซแนนท์ จะผ่านไปได้ (ไม่ถูกดึงลงกราวด์ เพราะความต้านทานสูง)

ตัวอย่าง band pass filter ย่านความถี่ 144 MHz +/- 7 MHz ทนกำลังส่งได้ 100 วัตต ์
วงจร band pass filte ที่กล่าวมาข้างต้น จะนำมาใช้ในวิทยุรับส่ง เช่น เราใช้ความถี่ วิทยุสมัครเล่น 145 MHz แต่เราโดนสัญญาณรบกวนจาก สถานีวิทยุ ต่าง ๆ (ที่ใช้ความถี่อื่น) เราจำเป็นต้องใช้ตัว band pass filte ให้รับเอาเฉพาะความถี่เฉพาะที่ต้องการจริง ๆ
- band stop (หรือ notch) filter (ช่วงความที่กำหนดผ่านไม่ได้)

วงจรกรองความถี่แบบ band stop filter จะยอมให้ความถี่อื่น ๆ ผ่านไปได้สะดวก แต่สำหรับความถี่ Resonance (ความถี่ที่จะกำจัด) จะโดนดึงลงกราวด์
- ในรูปวงจรด้านซ้าย เราจะใช้วงจร วงจรเรโซแนนท์แบบอนุกรมต่อลงกราวด์ คุณสมบัติของวงจรนี้คือ ความต้านทานต่ำที่ความถี่เรโซแนนท์ ทำให้สัญาณผ่านลงกราวด์ได้ง่ายจึงไม่มีสัญญาณออกทาง Output แต่สำหรับความถี่อื่น ๆ ทั้งสูงกว่าและต่ำกว่าวงจรจะมีความต้านทานสูง สัญญาณจะไม่ถูกดึงลงกราวด์ สามารถผ่านวงจรนี้ไปได้อย่างสบาย
- ในรูปวงจรด้านขวา เราจะใช้ วงจรเรโซแนนท์แบบขนาน แต่มาต่ออนุกรมกับวงจร คุณสมบัติของวงจรนี้คือ ความต้านทานสูงที่ความถี่เรโซแนนท์ สัญญาณจึงไม่สามารถผ่านไปได้ แต่พอความถี่อื่น ๆ จะมีความต้านทานต่ำ สัญาณสามารถผ่านไปได้

ตัวอย่าง band stop filter ใช้กับ ระบบทีวีรวม สำหรับ ป้องกันความถี่บางช่องของทีวีออกไปเลย สามารถเลือกช่องได้
วันเสาร์, สิงหาคม 23, 2008
Multi-hop
การสื่อสาร แบบ Multi-hop คลื่นที่เราส่งไปบนฟ้า เมื่อมีการหักเหลงมายังพื้นโลก ถ้าหากมีความแรงพอ อาจจะสะท้อนกลับ ขึ้นไปบนฟ้า แล้วหักเหกลับมายังพื้นโลกอีกครั้ง ดังในรูป เป็นสัญญาณหมายเลข 3 จากเครื่องส่ง T มายัง เครื่องรับ R1 เท่ากับ 1 Hop และไปยังเครื่องรับ R 2 เท่ากับ 2 Hop

ภาย ใต้สภาวะที่เหมาะสม ระยะทางที่สื่อสารกันได้แบบ 1 Hop สามารถไปได้ไกลถึง 2000 - 3000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับมุมยิง แต่มุมยิงจะต่ำกว่าขอบฟ้าไม่ได้ ฉะนั้นการสื่อสารไกลกว่านี้ เราต้องใช้แบบ Multi-hop แต่อย่าลืมว่า ทุก ๆ Hop จะมีการลดทอนสัญญาณอย่างมาก
msn hs8jyx@gmail.com
ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม ( Why 50 ohm coax )
ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม
ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม ( Why 50 ohm coax )
สาย Coaxial ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 โดย นาย ซี เอส แฟรงกิล วิศวกรของ Marconi Company เพื่อใช้แทนสายไฟพันเกียวเป็นเส้นคู่ ที่ใช้ส่งผ่านคลื่นวิทยุ ต่อมาก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อขายในเชิงพานิชย์โดยใช้สาร Polyethylene (PE) มาเป็นสาร dielectric ในราว พ.ศ. 2483 จากการทดลองในระยะต้น ๆ พบว่า สาย Coaxial ที่มี impedance ประมาณ 77 โอห์ม
ตาราง เปรียบเทียบระหว่าง impedance ต่าง ๆ กับ อัตราการสูญเสียในสาย dB/ เมตร
นั้นให้อัตราการสูญเสียในสาย ต่ำสุด และอาจจะเพราะว่าค่า impedance ไกล้เคียงกับ impedance ของสายอากาศ half wave dipole ทีมีค่า impedance เท่ากับ 73 โอห์ม ดังนั้นจึงผลิตแบบ 75 โอห์มขึ้นมา ได้รับความนิยมมากในช่วงแรก ต่อมามีการทดลองพบว่า ค่า impedance ประมาณ 30 โอห์ม สามารถรับกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด

ดังนั้นเมื่อค่า 30 โอห์มก็มีข้อที่ทนกำลังได้สูง ค่า 70 ก็มข้อดีทีการสูญเสียต่ำ (30 ohms (best power handling) and 77 ohms (lowest loss)) จึงใช้ค่า 50 โอห์ม เป็นค่ากลาง ๆ สำหรับวิทยุรับส่ง ส่วน 75 โอห์ม ที่เคยใช้อยู่ในมาตราฐานสำหรับเครื่องรับโทรทัศน์ นั้น ใช้กันแพร่หลายมากคงจะเปลี่ยนเป็นมาตราฐานเดียวกันไม่ใหว เลยยังใช้ 75 โอห์มต่อไป
อัตราการขยายของสายอากาศ (gain) กับลูกโป่ง
อัตราการขยายของสายอากาศ (gain) กับลูกโป่ง
เจอหลายครั้ง ทั้งในเวบบอร์ดและในความถี่ เรื่องของอัตราการขยายของสายอากาศ หรือที่เรียกว่า Gain อัตรา การขยายของสายอากาศ เป็นการเปรียบเทียบ สายอากาศต้นหนึ่งกับสายอากาศอีกต้นหนึ่ง โดยเรามักจะใช้สายอากาศ Isotropic ซึ่งเป็นสายอากาศในอุดมคติ คุณสมบัติคือสามารถแพร่กระจายคลื่นวิทยุ ออกรอบตัว ได้ทุกทิศทุกทาง เท่ากันหมด แต่เนื่องจากสายอากาศ Isotropic ไม่มีอยู่จริง เพื่อความสะดวกบางครั้งเราจึงเปรียบเทียบกับสายอากาศ Dipole 1/2 Lamda
- ถ้าเทียบกับสายอากาศ Isotropic หน่วยจะเป็น dBi (decibel over isotropic)
- ถ้าเทียบกับสายอากาศ Dipole หน่วยจะเป็น dBd (decibel over dipole)
- dBd จะมากกว่า dBi อยู่ 2.15
ต่อ ไปจะพูดถึงเรื่องของลูกโป่ง สมมุติว่าลูกโป่งเราเป็นลูกกลม ๆ เป่าลมเข้าไปจำนวนหนึ่งพอประมาณ จำนวนลมที่เป่าเข้าไปในลูกโป่ง ก็เทียบเท่ากับ จำนวนพลังงานที่ป้อนให้กับสายอากาศ ลูกโป่งลอยอยู่เฉย ๆ ก็เทียบกับสายอากาศแบบ Isotropic

แต่ เมื่อเราเอามือไปบีบตรงกลางของลูกโป่ง ลักษณะของลูกโป่งก็เปลี่ยนไป ดังตัวอย่างในรูป (B) คล้าย ๆ กับเลข 8 ถ้าเปรียบเทียบกับสายอากาศ ก็คือสายอากาศแบบ Dipole มีการแพร่กระจายคลื่นออกเป็นสองทิศทาง คราวนี้ อัตราการขยายก็เริ่มปรากฎขึ้นมา เพราะเรานำสายอากาศ Dipole มาเทียบกับสายอากาศ Isotropic ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากสายอากาศ Isotropic ก็คือส่วนที่อยู่ด้านบนและด้านล่างของรูปมือ ค่าที่เราได้ถ้าเปลี่ยนเป็นหน่วยเดซิเบล แล้วเราจะเรียกว่า dBi (decibel over isotropic) ซึ่งสายอากาศไดโพลแบบ 1/2 Lamda จะมีอัตราการขยายมากกว่า่ isotropic อยู่ 2.15 dbi ถ้าเราลองคิดตามไปว่าพลังงาน (หรือลมในลูกโป่ง) ยังเท่าเดิมหรือไม่ คำตอบคือมันก็ยังเท่าเดิม เพียงแค่ลดพลังงานจากจุดหนึ่ง เพื่อนำไปเพิ่มอีกจุดหนึ่ง

ถ้า เราเอามือไปบีบลูกโป่งตรงปลาย (แทนที่จะเป็นตรงกลาง) อากาศที่อยู่ด้านในก็จะเปลี่ยนรูปร่างไป จะพุ่งออกไปในทิศทางเดียว (ด้านบนของมือ) อาจจะมีออกมาด้านหลังบ้างแต่ก็น้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับสายอากาศ ก็คือสายอากาศแบบทิศทาง (Beam) การที่พลังงานออกมาทิศทางเดียว แน่นอนมันต้อง มีอัตราการขยายมากกว่าแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าสังเกตอากาศที่อยู่ในลูกโป่งก็ยังเท่าเดิม

สมมุติว่าเราส่งออกอากาศ 1 วัตต์ พลังงานทั้งหมดก็ยังเท่าเดิม คือ 1 วัตต์ แต่ เราบังคับให้พลังงาน 1 วัตต์นั้นรวมตัวกันไปในทิศทางเดียวทำให้เราได้ความเข้มของสัญญาณสูงขึ้น (power density) ถ้ายังไม่ชัดเจนให้เราลองดูพลังงานจากหลอดไฟฉาย หลอดไฟมีกำลังงาน 1 วัตต์ ถ้าไม่มีแผ่นสะท้อนแสง ความสว่างก็แพร่กระจายไปรอบ ๆ หลอดไฟ (รอบตัว) แต่เมื่อไร เราใส่แผ่นสะท้อนแสงเข้าไป แสงก็จะไปในทิศทางเดียว แต่สามารถไปได้ไกลกว่าเดิม (หลายเท่าตัว) ถามว่าการ ที่แสงไปได้ไกลขึ้น เราเพิ่มกำลังวัตต์หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้เพิ่ม ยังใช้ไฟ 1 วัตต์เ่ท่าเดิม เพียงแต่จัดรูปแบบการแพร่กระจายของแสงเท่านั้น

การ ที่นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นของไทย สามารถใช้กำลังส่งได้ 10 วัตต์ ถ้าเรามองในแง่ดีก็คือ เราจะได้ฝึกเรื่องสายอากาศ นำพลังงาน 10 วัตต์นี้มาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ดีกว่าการนำเครื่องไปเพิ่มกำลังส่ง เป็น 50 วัตต์ 100 วัตต์ (สุดจะบรรยาย) เครื่องวิทยุรับส่งตัวโปรดก็จะได้อยู่กะเราไปนาน ๆ
บทความที่เกียวข้อง
RTTY BASIC
RTTY BASIC
RTTY หรือ Radioteletype บางครั้งอาจจะอ่านออกเสียงว่า ritty ใช้ในการการรับส่งข้อมูล ระบบ RTTY จะมีส่วนที่คล้าย CW คือมีการรับส่งข้อมูลแบบ TWO STATES สำหรับระบบ CW จะใช้การปิด - เปิด ของคีย์ แต่สำหรับ RTTY จะใช้การสลับไปมาของความถี่ 2 ความถี่ เราเรียกการสลับไปมานี้ว่าการ Shift ความถี่ต่ำจะเรียกว่า SPACE (SPACE frequency) และความถี่สูงเรียกว่า MARK (MARK frequency) สำหรับ นักวิทยุสมัครเล่น ความถี่ ของ SPACE กับ MARK จะห่างกัน 170 Hz ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราออกอากาศด้วยความถี่ 14080.00 kHz นั่นหมายความว่า ความถี่ของ MARK จะเท่ากับ 14080.00 kHz ส่วนความถี่ของ SPACE จะต่ำกว่า 170 Hz ก็คือ 14079.83 kHz
ลองรับ RTTY โดยโปรแกรม MMTTY
MMTTY เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายตัวนึง และที่สำคัญคือ เป็นโปรแกรม ฟรี สามารถ Download ได้ที่นี่ http://mmhamsoft.amateur-radio.ca

เมื่อ Download และทำการติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วก็จะได้ โปรแกรม หน้าตาดังรูป

สำหรับ การรับ RTTY ให้เอาสัญญาณเสียงจากวิทยุต่อเข้า Line in ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย จากนั้นให้เปิดเครื่องวิทยุ และสังเกตระดับเสียงมีการเปลียนแปลงหรือเปล่า

กรณีมีสัญญาณเสียงเข้ามา แบบนี้ถือว่าพร้อมที่จะใช้งาิน

แต่ถ้าภาพออกมาเป็นแบบนี้ แสดงว่ายังไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา ให้ไปตั้งค่า ตามนี้เลยครับ การตั้งค่า Sound Card สำหรับเล่นโหมด Digital พอตั้งค่าเสร็จแล้วก็เริ่มลงมือหาสัญญาณ RTTY กันเลย อาจจะลองเริ่มที่ความถี่ 14080 ถึง 14090 kHz หรือ 21080-21090 kHz ดูก่อน เพราะหาง่าย ค่อย ๆ จูนความถี่ช้า ๆ ครับ พอเจอเสียงของ RTTY หน้าจอภาพก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ


สำหรับ แถวสีเขียว ๆ ตัวนี้เป็นการบอกระดับสัญญาณ ที่เข้ามา ส่วนเส้นตรง สีดำแนวดิ่ง จะเป็นระดับของ squelch (squelch threshold) เราสามารถเปลี่ยนระดับได้ โดยการคลิกไปบนแถบสีเขียว ๆ

ท่านรู้จัก Q Code แล้วหรือ ?
ท่านรู้จัก Q Code แล้วหรือ ?
นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก เขาใช้ Q Code กันอย่างไร

คำอธิบายมีดังนี้
- ในสมัยที่ การติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุโทรเลขเป็นวิธีการที่ดีทีสุดนั้น การติดต่อระหว่างเรื่อเดินสมุทรกับสถานีชายฟั่ง หรือระหว่างเรือกับเรือ เรือกับเครื่องบิน การส่งข่าวสารระหว่างเมืองกับเมือง ประเทศกับประเทศ จะใช้วิธีการส่งแบบนี้ทั้งนั้น เมื่อผู้คนนิยมใช้วิทยุโทรเลขกันมาก ปริมาณข่าวสารจะมี Q - Code จึงถูกนำมาใช้เพื่อความรวดเร็ว ข้อความจะสั้นกระทัดรัดลง ยิ่งในขณะที่มีสัญญาณรบกวน สภาพอากาศ ไม่เอื้ออำนวย สัญญาณอ่อน การรับฟังข้อความยาว ๆ เป็นประโยคทำได้ยาก Q - Code จะช่วยขจัดปัญหาข้อนี้ได้เป็นอันมาก
- ARRL ได้พร่ำสอนนักวิทยุสมัครเล่น ขั้นต้นของเขาไว้ดังนี้ครับ ถึงแม้ว่า นักวิทยุสมัครเล่นบางท่านจะใช้ Q - Code ในการคุยกันแบบ Face To Face QSO ก็ช่างเขา เมื่อตัวท่านขึ้น ความถี่ออกอากาศสนธนากับคู่สถานี จงใช้ Q -Code เมื่อท่านใช้ CW หรือ รหัสมอร์สเท่านั้น ใช้ภาษาพูดปกติ (Plain Text) จะเป็นการดีที่สุด ไม่ต้องมานั่งนึกถึงความหมายให้เมื่อยตุ้ม
- ความหมายของ Q - Code ต่าง ๆ ที่จะได้พบต่อไปนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะอยุ่ในรูปของคำถามที่สั้นกระทัดรัด
ยกตัวอย่าง สถานีชายฟังเคาะรหัสมอร์สไปยังเรื่อเดินสมุทรลำหนึ่งว่า "QRD ?" (Where are you bound for and where are you from? ) (มี เครื่องหมาย ? ต่อท้าย Q - Code) Q - Code นี้จะมีตัวอักษร 3 ตัวอักษร กับ 1 เครื่องหมายคำถาม เคาะรหัสมอร์แป๊ปเดียวก็จบ ความหมายของ QRD? มีดังนี้
ท่าน (เรือของท่าน) กำลังมุ่งหน้าไปที่ใด (ท่าเรืออะไร ประเทศอะไร และท่านมาจากที่ใด ?) เป็นคำถามที่ถามถึงเส้นทางการเดินเรือ เมืองไทยเราเอามาใช้ในความหมาย ว่า เป็นการเดินทาง ...ไป เช่น "ผมจะ QRD ไป กทม. ครับ" คำว่า QRD ก็ใช้ คำว่า ไป ก็ใช้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
"QRX ?" ก็เช่นกัน ความหมายจริง ๆ นั้น เป็นคำถามว่า ท่านจะเรียกข้าพเจ้าอีกเมื่อใด ? (When will you call me again?) "ไม่ใช่รอเดี๋ยว"
"QTR ?" ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้กันไม่ถูกต้อง QTR คือขอทราบเวลาที่แน่นอน (What is the correct time?) ขอทราบไปทำไม ?
- ใน การติดต่อสื่อสารย่าน HF คู่สถานีบางคู่อยู่ไกลคนละซีกโลก การทราบเวลาของคู่สถานีจะเป็นการประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งคิดคำนวน ว่าบ้านเราต่างกับบ้านเขากี่ชั่วโมง รู้ได้ทันที
- การ ทราบเวลาจะช่วยให้เรารู้ว่าขณะนี้ คู่สถานีของเราอยู่ในช่วง เช้า สาย บ่าย เย็น หรือ ดึกแค่ไหน การกล่าวคำอำลาจะได้ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้อง ถ้าทางโน้นดึกมากก็ไม่ต้องคุยนาน
- การทราบเวลา จะช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะของการแพร่กระจายคลื่นที่เหมาะสม สามารถเลือกใช้ความถี่ Mode และอื่น ๆ ได้อย่างพอเหมาะ
- อื่น ๆ
นักวิทยุสมัครเล่นบ้านเรา ใช้คำว่า QTR เป็น "เวลา" การสนธนามักจะใช้คำว่า "ไม่มี QTR" "QTR ว่างเว้นผมจะไป EYEBALL ท่าน" ดังนี้เป็นต้น มันคนละเรื่องกันเลยครับ เมื่อใช้กันบ่อย ๆ ก็จะติดเป็นนิสัย พอไปสนธนากับนักวิทยุชาวต่างประเทศ Q - Code ของเมืองไทยก็จะไม่เหมือนใครในโลกนี้
บทความที่เกียวข้อง
ทดลองส่ง SSTV ใน MODE ต่าง ๆ
ทดลองส่ง SSTV ใน MODE ต่าง ๆ

ภาพต้นแบบ

โหมด Scottie 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 71 วินาที

โหมด Scottie 1 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 110 วินาที

โหมด Martin 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 58 วินาที

โหมด B/W 8 ขนาด 160 X 120 ใช้เวลาส่ง 8 วินาที
RADIO propagation
RADIO propagation
คลื่นวิทยุที่แพร่กระจายออกจาก สายอากาศนั้น จะมีการแพร่กระจายออกไปทุกทิศทาง คลื่นวิทยุเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถเดินทางไปด้วยความเ็้ร็วเท่ากับแสง แต่อย่างไรก็ดี คลื่นวิทยุที่มีความถี่ไม่เท่ากัน คุณสมบัติในการแพร่กระจายคลื่น ก็ไม่เหมือนกัน ในพื้นที่ไกลออกไป สัญญาณที่เครื่องรับจะรับได้ก็อ่อนลง ๆ ไปเรื่อย ๆ
Surface wave หรือ ground wave
คลื่น ดิน เป็นคลื่นวิทยุที่เดินทางไปบนผิวโลก เราสามารถใช้คลื่นดิน ในการติดต่อสื่อสารย่าน LF และ MF ปกติคลื่นดินมีความยาวคลื่นที่ยาวมาก จะเดินทางไปได้ไกล กว่า (losses rise with increasing frequency) และจะเดินทางไปไดัไกลกว่าระยะขอบฟ้า คลื่นดินที่ความถี่สูง ๆ จะไปไม่ได้ไกล เพราะถูกลดทอนมาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งกีดขวาง เห็ตผลก็คือเมื่อความถี่สูงขึ้น ความยาวคลื่นก็จะสั้นลง วัตถุใหญ่ อย่างเช่น ภูเขาจึงมีผลต่อการแพร่กระจายคลื่น เช่นที่ความถี่ 30 KHz ความยาวคลื่นจะเท่ากับ 10 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับภูเขาแล้ว ภูเขายังเล็กกว่าความยาวคลื่น ฉนั้น การลดทอนจึงมีน้อย แต่ที่ความถี่ 3 MHz ความยาวคลื่นเท่ากับ 100 เมตร วัตถุที่ใหญ่กว่าความยาวคลื่น เช่น เนินเขา ตึกรามบ้านช่อง จะเริ่มมีผลในการลดทอนสัญญาณ
วิธี การที่จะให้คลื่นดินเดินทางไปได้ไกล ๆ ทำได้โดยการแพร่กระจายคลื่นที่มีโพลาไรเซซั่นแนวดิ่ง ในกรณีที่มีการแพร่กระจายคลื่นในแนวราบ สนามไฟฟ้า จะขนานกับพื้นโลก ฉนั้นคลื่นดินจะเสมือนถูกลัดวงจร (ดูดกลื่น) ด้วยความนำไฟฟ้าของผิวโลก อย่างไรก็ดี เราใช้ประโยชน์คลื่นดินได้เฉพาะย่าน LF และ MF เท่านั้น

การ แพร่กระจายคลื่นแบบ Ground wave เราจะใช้สำหรับการสื่อสารระยะสั้น ในเวลากลางวัน เพราัะว่าการแพร่กระจายคลื่นแบบ Sky-wave ไม่สามารถที่จะทำได้ในกลางวัน (สำหรับย่านนี้ เพราะมีการดูดกลื่น ลดทอนสัญญาณ จากชั้น D)
Effect of frequency
ใน ส่วนของ wave fronts ของการแพร่กระจายคลื่นแบบนี้ สัญญาณจะถูกลดทอนโดยพื้นผิวของโลก ระดับของการลดทอนจะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง สำหรับ ความถี่ใช้งานก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดอัตราการลดทอน คือว่า เมื่อความถี่สูงขึ้น การลดทอนสัญญาณก็จะมากขึ้น สำหรับความถี่ 3 MHz จะถูกลดทอนมากกว่าความถี่ 0.5 MHz ถึง ประมาณ 20 - 60 dB
ความ ถี่ต่ำมาก หรือ very low-frequency (VLF ความถี่ต่ำกว่า 300 kHz) ถ้าใช้การแพร่คลื่นแบบ vertically polarized จะมีการลดทอนสัญญาณน้อยมาก สามารถติดต่อได้ไกล หลาย 100 ไมล์
สำหรับย่าน ความถี่ปานกลาง medium-wave band (300 to 3000 kHz, รวมไปถึงวิทยุกระจายเสียง AM) สามารถไปได้ไกลกว่า 1,000 ไมล์ในเวลากลางคืน
แต่พอมาถึงย่าน HF จะมีการสูญเสียมาก (reduces drastically) พอถึงความถี่ช่วงปลาย ๆ ของย่าน HF การแพร่กระจายคลื่นแบบนี้จะหยุดลง (ไปได้แค่ ไม่กี่ 10 ไมล์ )
Effect of the ground
ค่า ความเป็นตัวนำ (Ground conductivity) ของพื้นผิวโลก , ภูมิประเทศ ,ความขรุขระ ของพื้นผิว ล้วนมีผลต่อการลดทอนสัญญาณ ของความถี่ย่านนี้
ตัวอย่างความนำของพื้นผิวต่าง ๆ

Effect of polarisation
รูป แบบการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ ส่งผลต่อการลดทอนสัญญาณ สายอากาศที่มีี่การแพร่กระจายคลื่นแบบ Vertical polarisation จะมีการลดทอนน้อยกว่า การแพร่กระจายคลื่นแบบ horizontally polarisation บางครั้งอาจจะดี มากกว่า 10 dB วิทยุกระจายเสียงในย่าน MF (วิทยุ AM) จะใช้การแพร่กระจายคลื่นแบบ Vertical polarisation แต่ว่าโครงสร้างของสายอากาศจะยาว เราแก้ปัญหาโดยการใช้ Loading Coil
Tropospheric propagation
troposphere เป็นกลุ่มของชั้นบรรยากาศ ที่อยู่ระหว่างผิวโลกและชั้น stratosphere
การที่ชั้น troposphere สามารถที่จะสะท้อนคลื่นได้ เกิดจากคุณสมบัติการเป็นฉนวนของอากาศ และอากาศส่วนมากก็จะมีความชื้น (moisture) อยู่ เราลองทบทวนกันก่อนว่า แสง หรือคลื่นวิทยุ เวลาเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่น (density) ต่างกัน จะทำให้เกิดการหักเห (refraction)
รูปแบบการหักเหของคลื่น เมื่อผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน

เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความชื้นน้อย คลื่นวิทยุจะหักเหลงมายังพื้นโลก

แต่เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความชื้นมาก คลื่นวิทยุก็จะไม่กลับมายังพื้นโลก
โดย ปรกติความหนาแน่นของอากาศ จะลดลงเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น คลื่นวิทยุที่อยู่ด้านบนจะเดินทางเป็นเส้นตรง ด้วยความเ้ร็วกว่าคลี่นที่อยู่ด้านล่าง เป็นผลทำให้คลื่นวิทยุ ถึงปลายทางพร้อมกัน ปรากฎการนี้เราเรียกว่า "simple refraction" เราสามารถคำนวนระยะทางการติดต่อสื่อสารได้โดยใช้สูตร radio horizon
![]()
กรณี พิเศษ เราเรียกว่า "super refraction" เกิดจากอากาศบริเวณ พื้นผิวโลกมีความร้อนมากกว่า มากกว่าอากาศ บริเวณทะเล ทำให้เกิดปรากฏการ คล้าย ๆ คลื่นวิทยุเดินทางผ่านท่อนำคลื่น (Ducting) ทำให้การติดต่อสื่อสารไปได้ไกล ตั้งแต่ช่วงความถี่ต่ำ ๆ ของย่าน VHF จนถึงย่านไมโครเวพ

จากรูป D1 คือระยะทางการติดต่อแบบปกติ หรือ radio horizon ส่วน D2 คือระยะทางที่เกิดขึ้นจากปรากฏการ ท่อนำคลื่น (Ducting)
คลื่นอวกาศ (Space wave)
เมื่อ ความถี่สูงกว่า 4.5 MHz คลื่นดินเริ่มใช้ได้เพียงไม่กี่กิโลเมตร และเมื่อความถี่สูงขึ้นไปถึงย่าน VHF และ UHF คลื่นอวกาศจะไปได้ไกลกว่าคลื่นดิน การติดต่อแบบนี้สายอากาศจะต้องอยู่ในระดับสายตา (line-of-sight) เพราะ คลื่นอวกาศจะเดินทางเป็นเส้นตรง จากสายอากาศเครื่องส่งไปยังสายอากาศของเครื่องรับ ในบางครั้ง เราจึงเรียกการแพร่กระจายคลื่นแบบนี้ว่า Direct wave วิธีการเพิ่มระยะทางในการติดต่อสื่อสารให้ได้ไกลขึ้น สามารถทำได้โดย เพิ่มความสูงของสารยอากาศ
ตารางแสดงระยะทางการติดต่อสื่อสารแบบ line-of-sight ต่ิอความสูงของสายอากาศทางด้านเครื่องรับและเครื่องส่ง
คลื่นฟ้า (Sky wave)
เหนือ ผิวโลกขึ้นไป 50 ถึง 400 กิโลเมตร การแพร่รังสีจากดวงอาทิตย์ จะทำให้อนุภาคของก๊าช ในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก แต่ตัวเป็น ไอออน (Ionize) เกิดประจุบวกและประจุลบ รวมทั้งอิเล็คทรอนอิสระ มากมาย ชั้นบรรยากาศนี้เรียกว่าชั้น ไอโอโนสเพียร์ คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่เดินทางเข้าสู้ชั้นบรรยากาศนี้จะถูกหักเห เนื่องมาจาก สนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีลักษณะเดียวกับ แสง คือ ถูกหักเห และสะท้อน การหักเหของคลื่นจะมากหรอน้อย ขึ้นอยุ่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความถี่ที่ใช้ ความหนาแน่ของ ไอออนในชั้น ไอโอโนสเพียร์ มุม ของคลื่น การใช้งานคลื่นฟ้า ส่วนมาจะใช้ความถี่ในย่าน HF แต่อย่างไรก็ดี ในเวลากลางคืน ความถี่ย่าน MF ก็สามารถติดต่อสื่อสารโดยใช้คลื่นฟ้า ได้เช่นเดียวกัน

จากรูป สัญญาณ
- หมายเลข 1 และ 2 เป็นสัญญาญที่ไม่สะท้อนกลับมายังพื้นโลก
- หมาย เลข 3 เป็นสัญญาณที่สะท้อนกลับมายังสถานีรับ R1 ระยะ skip distance ของสัญญาณ หมายเลข 3 ตั้งแต่ เครื่องส่ง T จนถึง R1 เครื่องรับที่อยู่ในช่วงนี้จะไม่สามารถรับสัญญาณนี้ได้ (ยกเว้นเครื่องรับที่อยู่ไกล้ ๆ สถานี T1 รับโดยใช้คลื่น Ground wave สัญญาณหมายเลข 3 เมื่ิอตกลงมายังเครื่องรับ R1 ยังมีกำลังเหลือพอจึงสามารถสะท้อนกลับ (retransmitted) ไปยังชั้น ไอโอโนสเพียร์ อีกครั้ง การสื่อสารแบบนี้เรียกว่า Multi-hop
- สัญญาณหมายเลข 4 เป็นการเปลี่ยนมุมในการแพร่กระจายคลื่นใหม่

การติดต่อสื่อสารแบบ คลื่นฟ้านี้ค่อนข้างจะซับซ้อนเนื่องจาก ชั้นไอโอโนสเพียร์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากรูปจะเห็นว่าคลื่นฟ้า ค่อย ๆ หักเหหลับมายังพื้นโลก มิใช่การหักแบบหักมุม แต่เพื่อความสะดวกเราสมมุติว่า คลื่นสะท้อนได้ ตามเส้นประ เราเรียกว่าสูงนี้ว่า ความสูงเสมือน (virtual height) ความสูงเสมือนนี้สามารถหาได้จาก การยิงพลัชความถี่ต่าง ๆ ไปตรง ๆ ในแนวดิ่ง โดยเครื่อง ionosonde (ionospheric sounder)

Digisonde TM Portable Sounder
และให้คลื่นสะท้อนกลับมา ยังโลก เมื่อส่งคลื่นความถี่สูงขึ้น จนถึงค่าหนึ่ง คลื่นจะไม่สะท้อนกลับมา ความถี่สูงสุดที่สะท้อนกลับมา เราเรียกว่า ความถี่ วิกฤต (critical frequency หรือ vertical incidence) ความถี่นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามชั้น ไอโอโนสเพียร์ ซึ่งไม่แน่นอน
ตัวอย่างภาพ vertical incidence ionogram
สมมุติว่า เรายิงคลื่น ไปเป็นมุมเฉียง (แทนที่จะเป็นแนวดิ่ง) คลื่นจะเดินทางใน ชั้นไอโอโนสเพียร์ นานขึ้น ดังนั้นการหักเห จะสามารถทำได้มากขึ้น ความถี่สูงกว่า ความถี่วิกฤต จะสะท้อนกลับสู่โลกได้ ถ้ายิงเป็นมุมเฉียง อย่างไรก็ตามถ้ามุมยิงสูงขึ้นจนคลื่น ไม่สะท้อนกลับมา มุมนี้เรียกว่า มุมวิกฤต (critical angle)

จากรูป เราจะเห็นได้ว่า เมื่อมุมยิงต่ำลง ระยะทางการติดต่อสื่อสารจะได้ไกลขึ้น ระยะทางนี้จะเรียกว่าระยะ Skip (Skip distances) ระยะนี้จะไกลที่สุดก็ต่อเมื่อ ใช้มุมยิงต่ำสุด และใช้ความถี่สูงสุดที่จะหักเหมุมนั้น
ความถี่ที่สามารถใช้ติดต่อ ระหว่างจุด 2 จุดเรียกว่า ความถี่ใช้งานสูงสุด (maximum usable frequency หรือ MUF ) ความ จริงแล้ว ความถี่ต่ำกว่า MUF ก็ใช้ได้ เพราะคลื่นสามารถที่จะหักเหลงมาได้ เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความถี่ต่ำลง อัตราการลดทอนของชั้น ไอโอโนสเพียร์ จะเพิ่มขึ้นมาก ระดับสัญญาณที่รับได้จึงลดลง ความถี่ต่ำสุดที่สามารถติดต่อได้เราเรียกว่า ความถี่ใช้งานต่ำสุด (Lowest Usable Frequencies หรือ LUF) ถ้า ความถี่ต่ำกว่า LUF จะรับสัญญาณไม่ได้ เพราะถูกลดทอนหมด ถ้าใช้ความถี่สูงกว่า MUF ก็จะรับไม่ได้เพราะจะทะลุฟ้าไปหมด ฉนั้นความถี่ที่ดีที่สุดคือ MUF
MUF จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ เช่น ช่วงเวลาของวัน ฤดูกาล เป็นต้้น ดังนั้นเราจึงควรเลือกความถี่ที่พอเหมาะ (Optimum Usable Frequency หรือว่า OUF) คือให้ต่ำกว่า MUF ลงมาพอที่จะให้ระดับสัญาณไม่กระเพื่อมมากนัก ในแต่ละนาที (ถ้ารับสัญญาณตรงความถี่ MUF พอดี สัญญาณจะกระเพื่อม เดียวแรงเดียวอ่อน)
Ionospheric Fading
สัญญาณ วิทยุย่าน HF จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับความแรง ของสัญญาณ ตั้งแต่ในระยะเวลาไม่กี่วินาที จนถึงหลายนาที เนื่องมาจากคลื่นวิทยุที่เดินทางมาถึงเครื่องรับ มีหลายเส้นทาง (Multipath) เช่น คลื่นตัวแรก มาแบบ 1 hop ส่วนคลิ่นตัวหลัง มาแบบ 2 hop ในบางครั้งจะเสริมกัน (in-phase) และบางครั้งจะหักล้างกัน (out-of-phase) การจางหายของสัญญาณนี้จะเจอมาก ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ ขึ้น และตก หรือว่า ใช้ความถี่ไกล้กับค่า MUF ถ้าระดับสัญญาณเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก วงจร AGC ภายในเครื่องรับ ก็จะทำการชดเชย ระดับสัญญาณที่รับได้ให้คงที่
การฝึกรับส่งรหัสมอร์ส
การฝึกรับส่งรหัสมอร์ส
การส่งข่าวสารกันด้วยวิทยุโทรศัพท์ (Radio Telephone) เป็นวิทีที่ง่ายมากเพราะเพียงแต่พูดเข้าไปทางไมโครโฟน ที่ต่อเข้ากับเครื่องส่งวิทยุ ผู้รับก็เพียงแต่เปิดเครื่องรับวิทยุให้มีความถี่ตรงกับสถานีส่งแล้วนั่งฟัง เสียงที่พูดออกมาทางลำโพง แต่การส่งข่าวสารกันด้วยรหัส (Code) หรือที่เราเรียกกันว่าวิทยุโทรเลข(Radio Telegraphy) นั้นเป็นการส่งข่าวสารที่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษ ของทั้งผู้ส่งและผู้รับ ทีนี้คุณคงอยากจะถามขึ้นมาว่า " ...ถ้าการส่งด้วยเสียงพูดง่ายขนาดนั้นแล้วทำไมเราต้องมีการส่งด้วยรหัสละ? " มีเหตุผลอยู่ 4 ประการที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด
- การติดต่อสื่อสารทางวิทยุด้วยรหัส ใช้เครื่องมือที่มีความชับซ้อนน้อยกว่า มีราคาถูกกว่า และมีขนาดเล็กกว่าเครื่องวิทยุรับส่ง ประเภทวิทยุโทรศัพท์ (ใช้เสียงพูด)
- การ ส่งด้วยรหัสนั้นสามารถทะลุทะลวง ผ่านเสียงรบกวนเนื่องจากบรรยากาศได้ดีกว่า เสียงพูดธรรมดา เพราะเสียงธรรมดา มีระดับเสียงและความถี่ที่เปลี่ยนแปลงไปมา ซับซ้อนกว่าเสียงความถี่ของสัญญาณรหัส จึงทำให้สามารถรับฟังสัญญาณได้ดีกว่า ในสภาพบรรยากาศที่ติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุโทรศัพท์ลำบาก จึงมีความเชื่อถือได้สูงและแน่นอนกว่า หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ที่ระยะทางห่างเท่ากัน การรับส่งโดยใช้รหัสมอร์ส จะใช้กำลังส่งน้อยกว่าการติดต่อโดยวิทยุโทรศัพท์ได้
- การ ส่งด้วยรหัสใช้แถบความถี่ (ฺBandwidth) แคบกว่าเสียงพูดดังนั้นในย่านความถี่หนึ่ง ๆ สามารถใช้ได้หลายช่องความถี่โดยไม่รบกวนกัน อย่างเช่นอาจใช้ได้มากถึง 10 สถานีพร้อมกัน ขณะที่การส่งเสียงพูดอาจจะใช้ได้เพียงสถานีเดียว
- รหัส มอร์สเป็นรหัสสากลที่นักวิทยุทั่วโลกรู้จักและเข้าใจดี ดังนั้นเมื่อใช้ร่วมกับรหัส Q และคำย่อต่าง ๆ ก็สามารถทำให้นักวิทยุทั่วโลกติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกันได้โดยไม่มีกำแพงขา วงกั้นด้านภาษา ซึ่งมีประโยชน์ทั้งการติดต่อในภาวะปกติ และภาวะฉุกเฉิน
ด้วย ความสำคัญของรหัสมอร์สดังกล่าว สหภาพวิทยุโทรคมระหว่างประเทศ (ITU) จึงกำหนดว่านักวิทยุทุกคน ที่ต้องใช้ความถี่ต่ำกว่า 30 MHz ควรจะต้องมีความสามารถในการรับส่งรหัสมอร์ส
เขาฝึกกันนานเท่าไร
การฝึกรหัสมอร์ส ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ขอเพียงแต่มีความตั้งใจรจิงเท่านั้น ไม่ว่าจะอายุ 4 ขวบ หรือ 80 ปี เขาก็ฝึกกันได้ทั้งนั้นโดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 70 ชั่วโมง (ครั้งละไม่เกินครึ่งชั่วโมง) จะได้ความเร็วขนาด 13 คำต่อนาที ประมาณ 120 ชั่วโมง สำหรับความเร็ว 16 คำต่อนาที และ 175 ชั่วโมงสำหระบ 20 คำต่อนาที อย่างไรก็ตามหลายคนฝึกได้เร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน
ใน ยุคความก้าวหน้าทางอิเล็คทรอนิกส์เช่นนี้ผู้ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในวงการวิทยุ สมัครเล่น ไม่ค่อยมีใครอยากฝึกรหัสมอร์สกันเท่าไรนัก เพราะคิดว่าใช้เสียงพูดน่าสนใจกว่า ยิ่งบางคนเคยเห็นเครื่องรับส่งรหัสมอร์สอัตโนมัติยิ่งไม่อยากฝึกเคาะด้วยมือ เอาเลย เรืยกว่าที่จำใจฝึกให้เป็นนั้น เพราะถ้าสอบไม่ผ่านก็อดเป็นนักวิทยุสมัครเล่น
คุณ คงแปลกใจเมื่อรู้ว่า นักวิทยุสมัครเล่นมากมายทั่วโลกที่กลับรักใช้คันเคาะมากกว่าไมโครโฟน เพราะพอสอบได้และเริ่มลองรับ-ส่งรหัสมอร์ส ออกอากาศด้วยระบบการส่งที่เรียกว่า CW แล้วนั่นแหลาะจึงได้พบว่าการรับ-ส่งรหัสมอร์สนั้นสนุกและน่าประทับใจมาก เป็นภาษาพิเศษ ที่เชื่อมตัวคุณเองเข้ากับนักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก เมื่อคุณพบนักวิทยุสมัครเล่นที่มีความสามารถในการรับฟังน้อยกว่า ความมีอัธยาศัยในจิตใจ จะทำให้คุณต้องลดความเร็วของคุณให้พอเหมาะกับคู่สนทนา การรับส่งรหัสมอร์สจึงเป็นศิลปพิเศษอย่างหนึ่ง นอนกจากนั้นแล้ว รหัสมอร์ยังช่วยให้คุณเปิดโลกกว้างมากขึ้น จากการฟังทางวิทยุคลื่นสั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของนักวิทยุสมัครเล่น
และ คุณคงแปลกใจมากขึ้นไปอีก เพราะสามารถจำรหัสมอร์สได้ตลอด โดยไม่มีวันลืมเช่นเดียวกับการหัดขี่จักรยาน กว่าจะขี่ได้ก็ล้มแล้วล้มอีก แต่พอขี่เป็นแล้วก็จะขี่เป็นจนวันตาย เวาล 70 - 100 ชั่วโมงนั้นจึงคุ้มกับความสามารถพิเศษที่ติดตัวไปจนวันตาย
ดังนั้นจงตั้งใจฝึก และตั้งเป้าหมายให้ได้ว่า "ผมต้องฝึกรหัสมอร์สให้ได้ !!" แล้วคุณจะทำมันได้สำเร็จ
ขั้นตอนการเรียนรู้
ขั้นตอนการเรียนรู้รหัสมอร์สอาจจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ
- ขั้นตอนจำรหัส
- ขั้นตอนการรับฟังรหัสให้ถึงความเร็วระดับหนึ่ง
- ขั้นตอนการส่งรหัสให้ถึงความเร็วระดับหนึ่ง
ในหลาย ๆ โอกาสขั้นตอนที่ 2 และ 3 เราอาจจะเรียนรู้ไปในช่วงเวลาเดียวกัน
การจำรหัส คุณสามารถจำรหัสได้ภายในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องมีใครช่วย ข้อสำคัญที่สุดของการท่องจำคือ อย่าท่องจำจากการนึกภาพเป็น จุด หรือ ขีด ควรจะจำเป็นเสียง ดิต (Dit) หรือ ดาห์ (Dah) อย่างเช่นจำตัวอักษร C ว่าเป็น -.-. ซื่งเป็นการจำแบบเห็นรูป แต่ให้จำเป็นเสียงว่า ดาห์ - ดิ - ดาห์- ดิต ซึ่งเป็นการแทนเสียงใกล้เคียงของจริง
และ อย่าพยายามจำตัวอักษรทั้งหมดในรวดเดียว จงจำทีละกลุ่มให้ได้จนขึ้นใจจริง ๆ ก่อนลองทบทวนของเก่าซ้ำแล้วจึงเพิ่มอีกทีละกลุ่ม เทคนิคการจำนั้นแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการจำแบบหนึ่ง ซึ่งแบ่งการจำออกเป็น 7 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1
กลุ่มนี้มีแต่ตัวอักษรที่มีแต่ ดิต หรือ ดาห์ ล้วน ๆ อย่างไดอย่างหนึ่งเท่านั้น จำง่ายๆ ว่า EISH TMO ภายในไม่กี่ชัวโมง คุณจำได้แน่
E = ดิต
I= ดิ ดิต
S= ดิ ดิ ดิต
H= ดิ ดิ ดิ ดิต
T= ดาห์
M= ดาห์ ดาห์
O= ดาห์ ดาห์ ดาห์
ขอ ให้สังเกตด้วยว่า " ดิต" เมื่อไม่อยู่ตัวสุดท้าย จะถูกละตัว "ต" กลายเป็น "ดิ" ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเสียงสั้นที่มีน้ำหนักเน้นน้อยลง
กลุ่มที่ 2
กลุ่มนี้ประกอบด้วย ดิ หรือ ดาห์ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้านหน้า เพียงตัวเดียว
A = ดิ ดาห์
W = ดิ ดาห์ ดาห์
J = ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์
N= ดาห์ ดิต
D = ดาห์ ดิ ดิต
B = ดาห์ ดิ ดิ ดิต
ถึง ขั้นนี้คุณคงจำตัวอักษรไปแล้วครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด ให้เหลียวมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณอย่างเช่น หนังสือภาษาอังกฤษ ป้ายโฆษณา กล่องขนม ลองอ่านตัวอักษรเหล่านั้นออกมาเป็นเสียงรหัสมอร์ส ฝึกอย่านี้บ่อย ๆ จนมั่นใจว่าจำได้ขึ้นใจแน่ ๆ แล้วจึงฝึกกลุ่มต่อไป
กลุ่มที่ 3
กลุ่มนี้มีความสำพันธ์กันน้อยลง
U = ดิ ดิ ดาห์
V = ดิ ดิ ดิ ดาห์
G= ดาห์ ดาห์ ดิต
Z= ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
K = ดาห์ ดิ ดาห์
R = ดิ ดาห์ ดิต
P = ดิ ดิ ดาห์ ดิต
X = ดาห์ ดิ ดิ ดาห์
กลุ่มที่ 4 ไม่มีความสำพันธ์กันเลย
F = ดิ ดิ ดาห์ ดิต
C= ดาห์ ดิ ดาห์ ดิต
L = ดิ ดาห์ ดิ ดิต
Q = ดาห์ ดาห์ ดิ ดาห์
Y = ดาห์ ดิ ดาห์ ดาห์
หมด ตัวอักษรแล้วครับ ! เห็นมั้ยละว่าการจำตัวอักษรทั้ง 26 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ง่ายกว่าการหัดพิมพ์ดีด หรือเล่นเปียนโนเสียอีก ข้อสำคัญคือ จงฝึกให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
กลุ่มที่ 5
กลุ่มนี้เป็นตัวเลขจะประกอบด้วย 5 ส่วน ซึ่งทุกตัวลงท้ายด้วย ดาห์
0 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์
1 = ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์
2= ดิ ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์
3= ดิ ดิ ดิ ดาห์ ดาห์
4 = ดิ ดิ ดิ ดิ ดาห์
กลุ่มที่ 6 เป็นตัวเลขประกอบด้วย 5 ส่วนเช่นเดียวกันแต่ลงท้ายด้วย ดิต
5 = ดิ ดิ ดิ ดิ ดิต
6= ดาห์ ดิ ดิ ดิ ดิต
7 = ดาห์ ดาห์ ดิ ดิ ดิต
8 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
9 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดิต
หมด ตัวอักษรแล้วครับ ! เห็นมั้ยละว่าการจำตัวอักษรทั้ง 26 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ง่ายกว่าการหัดพิมพ์ดีด หรือเล่นเปียนโนเสียอีก ข้อสำคัญคือ จงฝึกให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
กลุ่มที่ 7
กลุ่มนี้เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในการทดสอบ ระดับเริ่มต้น มี 6 ส่วน
. (จุด) = ดิ ดาห์ ดิ ดาห์ ดิ ดาห์
, (ลูกน้ำ)= ดาห์ ดาห์ ดิ ดิ ดาห์ ดาห์
? = ดิ ดิ ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
/ = ดาห์ ดิ ดิ ดาห์ ดิต
เสียง ยาว (ดาห์) จะยาวประมาณ 3 เท่าของเสียงสั้น (ดิต) ส่วนระยะห่างระหว่างตัวอักษรหรือตัวเลข จะเท่ากับ ดิต หนึ่งตัว ระยะห่างระหว่างตัวอักษรจะเท่ากับบ 3 ดิต (สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะยืดระยะนี้ให้ยาวขึ้น เพื่อให้ฟังง่าย) ส่วนระยะระหว่างคำจะเท่ากับ 5 ดิต (บางตำรายอมให้ถึง 7 ดิต)
การฟัง(เขียน)
ควร หาเทปหรือซีดีสำหรับฝึกรหัสมอร์สมาฟังดู ในชุดควรมีความเร็วต่าง ๆ กันคือ 5,7.5,10 และ 13 คำต่อนาทีถ้าคุณฟังได้ถูกหมดที่ระดับความเร็วหนึ่งแล้ว คุณควรมีความสามารถในการฟังได้สูงกว่าความเร็วนั้นสัก 20-25 %
การ ฟังหรือการเขียนนั้นเช่นเดียวกับการฟังใครสักคนหนึ่งออกมา คุณจะไม่หมกมุ่นกับข้อความของเขาว่ามีตัวอักษรใดบ้าง สมองจะทำงานร่วมกับหูแล้วแปลความหมายออกมาให้คุณทราบทันทีโดยอัตโนมัติ การฟัง (เขียน)รหัสมอร์ส เป็นการฝึกให้มือคุณเขียนตัวอักษรหรือตัวเลขทันทีทุกครั้งที่ได้ยินรหัส มอร์สตัวนั้น ๆ โดยที่สมองของคุณเองทำงานด้วยความเคยชินไม่ตึงเครื่ยด เป็นการฝึกความสำพันธ์ระหว่าหูกับสมอง ลองคิดดูง่าย ๆ สิครับ ถ้ารหัสมาด้วยความเร็ว 25 คำต่อนาที ซึ่งเป็นระดับปกติของพนักงานวิทยุพาณิชย์ ก็เท่ากับว่ามีตัวอักษรมา 125 ตัวต่อนาที (เฉลี่ย 5 ตัวอักษรต่อคำ) หรือมากกว่า 2 ตัวอักษรต่อวินาที สมองของคุณมามีเวลามาคิดหรือหมกมุนหรอกครับ ต้องออกมาโดยอัตโนมัติได้เท่านั้น จึงจะรับได้ทัน
ต่อไปนี้คือข้อแนะนำต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ดีขึ้น
- ก่อนฝึกจำนั้น คุณต้องจำรหัสมอร์สของตัวอักษร,ตัวเลข และเครื่องหมาย ให้ได้โดยสมองไม่ต้องคิดเลยเมื่อเห็นตัวอักษร ตัวนั้น ๆ
- การ ให้เวลา, มีความอดทนและมีความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่คุณต้องมีจึงจะประสบความสำเร็จในการ เรียนรหัสมอร์ส อย่ารีบร้อนว่าต้องเป็นให้ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
- อย่า ฝึกละนานเกินไปเพราะทำให้มีผลเสียมากกว่าผลดี (คุณอาจจะปวดหัวและสมองล้าจนทำอะไรต่อไปไม่ดีขึ้น) ครั้งหนึ่งไม่ควรเกิน 30 นาทีและไม่ควรเครียดจนเกินไป
ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !
ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !
"ไม่ต่อสายอากาศ กดคีย์ ประเดียว PA ก็เสียหรอก" ประโยคนี้คงจะได้ยินในหมู่เพื่อนสมาชิกชาว HAM บ้านเรา จนชินแล้วนะครับว่า ถ้าไม่ใส่สายอากาศ แล้วกด PTT จะทำให้ PA เสียหาย ต้องเสียเงินซ่อมหลายตังค์หลายคนก็คงสงสัยว่า แล้วเจ้าตัว PA มันคืออะไร ทำไมมันเสียหายง่ายนัก แค่ไม่ใส่สายอากาศแค่นี้ก็เสียแล้ว แต่ทำไมบางเครื่องไม่ได้ใส่สายอากาศแล้วกด PTT ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย หรือว่าเครื่อง ๆ นั้นไม่มี PA หรือมันยังไงกันแน่ ?

รูป ขยายทรานซิสเตอร์กำลัง (Power Transistor) ที่ใช้ใน ICOM IC-2N
ครับ PA ที่เราเห็นเป็นตัวพลาสติกสีดำสีดำ ๆ มีขา 4-6 ขา หรือมากกว่า มีครีบระบายความร้อน ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้วนแต่เรียกว่า PA ทั้งนั้น
คำ ว่า PA ย่อมาจาก Power Amplifier ซึ่งเป็นภาค ๆ หนึ่งของอุปกรณ์ขยายกำลังแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องขยายเสียงบ้าน กลางแจ้ง แอมป์รถยนต์ วิทยุรับส่ง หรือแม้แต่วิทยุกระจายเสียง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังมากให้ได้ตามต้องการ ในวิทยุรับส่ง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังส่งให้ออกสูง ๆ ตามแต่ PA ตัวนั้นจะทำได้ ดังนั้นเครื่องจะมีกำลังส่งมากน้อยเพียงใด ภาค PA จะเป็นตัวกำหนดกำลังส่งสูงสุดของเครื่อง ๆ นั้นด้วย เช่น ภาค PA ตัวนั้นขับกำลังส่งได้ สูงสุด 5 วัตต์ (Maximum Power Output) เราไปจับให้มันขยายสัก 10 วัตต์ คราวนี้ ไม่ต้องรอให้ถอดสายอากาศแล้วส่งออกอากาศหรอกครับ ถึงใส่สายอากาศก็มีสิทธิเสียเอาง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะเราไปใช้งานมันหนักเกินกำลังความสามารถของตัวมันเองนั่นละครับ แต่ถ้าเอา PA 5 วัตต์ มาใช้ 2.5 วัตต์ ได้สบาย ๆ

PA ที่เป็นชุดสำเร็จ (PA MODULE) ของเครื่องวิทยุรุ่นต่าง ๆ
- PA MODULE ของ ICOM - IC-02N (S-AV16H)
- PA MODULE ของ ICOM IC-2G (SC-1080)
- PA MODULE ของ FT-411T (M57796MA)
เรา จะเห็นว่า ถ้านำเอา PA กำลังต่ำมาใช้กับกำลังส่งที่สูงกว่าไม่ได้ แต่ถ้านำเอา PA ที่มีกำลังสูง มาใช้งานที่กำลังต่ำกว่าได้ และจะทำให้การใช้งานทนทานนานขึ้นด้วย เพราะเหตุนี้การออกแบบ PA โดยทั่วไป ทางสบริษัทผู้ผลิตจะกำหนดกำลังส่งที่ใช้งานต่ำกว่ากำลังส่งสูงสุดเสมอ เพื่อการใช้งานที่ทนทานขึ้น และป้องกันความผิดพลาด ที่จะเกิดขึ้นขณะใช้งาน
ในเครื่องวิทยุรับส่งบางเครื่องยังใช้ PA เป็นทรานซิสเตอร์อยู่ เช่น IC-2N,FT-208,C-120,C-150 โดยเหตุผลบางประการ เช่น สมัยนั้นยังไม่มี PA ที่เป็นชุด (MODULE) ที่เหมาะสมกับเครื่องนั้น ๆ หรือ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อม เพราะการเปลี่ยนอุปกรณ์เพียงตัวเดียว ย่อมถูกกว่าการเปลี่ยนทั้งภาคแน่ ๆ แต่ในระยะหลัง ๆ บริษัทผู้ผลิต วิทยุรับส่ง ได้นำเอา PA ที่เป็นชุด (MODULE) มาใช้กับวิทยุรุ่นใหม่ ๆ PA MODULE จะทำหน้าที่อย่าง PA ที่เป็นทรานซิสเตอร์ ภาคนี้ทุกอย่างจะรวมอยู่ใน PA MODULE จะรวมเอา ทรานซิสเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในภาค PA เดิม ๆ ไว้ในนั้น หรือจะพูดง่าย ๆ ว่าย้ายภาค PA ออกมาเป็น MODULE เพื่อลดขนานของภาคส่งลงและง่ายต่อการตรวจซ่อม คือถ้าเสียก็ยกเปลี่ยนทั้ง PA เลย

ภาพ PA หลังจากแกะฝาครอบออก จะเห็นอุปกรณ์มากมาย มาอยู่ในกล่องเล็ก ๆ นี้

อุปกรณ์ภายใน PA MODULE ของ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่งแบบมือถือหลายรุ่น ยาวแค่ 4 ซม.กว่า ๆ เท่านั้น

ขยายให้เห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน
- 1.เป็นทรานซิสเตอร์ขยายกำลัง (Power Transister) เช่นเดียวกับรูปทรานซิสเตอร์กำลังในรูปที่ 1
- 2.ไมโครสตริปไลน์ มีลายทองแดงงอไปงอมาทำหน้าที่เป็น L และ C ให้กับวงจร

รูปร่างและขนาดของ M57796MA
จาก รูปเป็น PA MODULE เบอร์ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่ง YAESU เร่น FT-23,FT-411T,STANDARD รุ่น C-112 และสามารถใช้เป็นเบอร์แทนของ KENWOOD รุ่น TH -25 ได้ เมื่อแกะออกมาจะมีวงจรภายในอย่างที่เห็น จุดที่ลูกศรชื้คือ Power Transister ทำหน้าทีอย่างเดียวกับทรานซิสเตอร์ในภาค PA ของเครื่องที่ใช้ ทรานซิสเตอร์นะครับ คือทำหน้าที่ขับกำลังและขยายกำลังส่ง ให้ได้ตามต้องการ ซึ่งตัวนี้ละที่มันมักจะเสีย การเสียในกรณีที่ใช้กับวิทยุรับส่ง โดยมากจะเกิดจากการที่อุณหภูมิของตัวมันสูงเกินกว่าจะทนได้ ไม่ ว่าจะเป็นเพราะค่า VSWR ของระบบสายอากาศสูงเกินไป หรือการระบายความร้อนไม่ดี การใช้งานอย่างหนัก กด PTT นานกินไป หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันร้อนจนเกินอุณหภูมิ ที่มันจะทนได้ จุดที่เขาวัดอุณหภูมิเขาวัดภายในตัวทรานซิสเตอร์นะครับ แต่ถ้า PA ร้อนมาก ๆ ต้องระวังไว้ก่อน เพระอุณหภูิมิภายนอกต้องน้อยกว่าที่ตัวทรานซิสเตอร์แน่นอน อีกสาเหตุที่ทำให้ทรานซิสเตอร์ตัวนี้เสียก็คือการจ่ายไฟ DC สูงเกินกว่า ที่เจ้า PA ตัวนั้น ๆ จะทนได้ ซึ่งก็จะบอกมากับ Specification ในคู่มือการใช้เครื่องนั้น ๆ ในรูปของโวลต์สูงสุด ที่สามารถใช้กับเครื่องวิทยุเครื่องนั้น ๆ ได้

วงจรสมมูล (Equivalent Circuit) ของ M57796MA
ถ้า พิจารณาจาก Equivalent Circuit ซึ่งแสดงให้เห็นอุปกรณ์ภายใน ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม PA MODULE เบอร์ M57796MA มี 4 ขา แต่ทำไมใน Equivalent Circuit ถึงมี 5 ขา เปล่า ญี่ปุ่นเขาไม่ได้ทำเกินหรอกครับ ก็ขาที่ 5 เขาใช้แผ่นครีบระบายความร้อน ด้านหลังแท่นเลย ไม่มีขาที่ 5 ให้เห็น
http://www.hs8jyx.com/html/pa.html
วิทยุ QRP เขาเล่นกันอย่างไร
วิทยุ QRP เขาเล่นกันอย่างไร
คำจำกัดความสั้น ๆ ของ QRPer หรือ QRP Operator ก็คือกลุ่มนักวิทยุผู้พยายามจะจำกัดตัวเอง ไว้ด้วยกำลังส่งต่ำ ๆ เพื่อหันมาพัฒนาระบบการกระจายคลื่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
คำว่า กำลังส่งต่ำ ๆ นั้นมีเกณฑ์ทั่วไปที่ 5 วัตต์ และ เขาใช้ความถี่ย่าน HF ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่อง Base ทั่ว ๆ ไปแล้ว ถึอว่าน้อยมาก แม้กระนั้นก็ยังมีผู้ตั้งกลุ่ม ย่อย ๆ ลงไปอีก เช่นพวก 1 Watter ที่ตั้งปณิธานกันแน่วแน่ว่าไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่ยอมออกอากาศเกิน 1 วัตต์เป็นต้น
นักวิทยุกำลังส่งต่ำเหล่านี้ได้ประโยชน์อะไรกัน ?
เท่าที่ประมวลกันมาได้ ...พวก QRPer นี้จะ
1.จะพยายามสร้างอุปกรณ์ทุกอย่างแม้แต่เครื่อง รับ - ส่ง ด้วยตัวเอง เพราะกำลังส่งขนาดนี้หาอุปกรณ์ได้ไม่ยาก และอุปกรณ์ประกอบสถานี เช่น SWR Meter ,RF Meter ก็ล้วนสร้างง่ายกว่าพวกวัตต์สูง ๆ

2. เขาจะพยายามทุกวิถีทางที่จะพัฒนาระบบการกระจายคลื่น อันประกอบด้วย สายนำสัญญาณสายอากาศ การหาทิศทางที่ถูกต้องแม่นยำ การเลือก Propagation ให้ให้ได้รับผลตอบสนองสูงสุด
3. ประหยัดมาก ในขณะที่พวก วัตต์สูง ต้องตั้งสถานีกันหลายหมื่น (บาทไทย) หรือเป็นเรือนแสน พวก QRPer เขาเล่นกันด้วยงบ "a few dollas" ต่อเครื่องมือแต่ละชิ้นเท่านั้น
4. เขาใช้เวลาของเขาได้คุ้มค่ามาก เพราะ การนั่งสร้าง นั่งทดลองอะไร ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม ล้วนนำมาซึ่งทักษระและความรู้ ความชำนาญ เขาไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระเลย
5. ได้รับความภูมิใจสูงสุดใน การติดต่อกับสถานีที่ไกลขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง เป็นการได้มาด้วยทักษะและความพยายาม QSL Card แต่ละใบที่ได้มาคือคะแนนวัดความสามารถที่แท้จริง มิใช่ได้มาด้วยการทุ่มทัน เพิ่มกำลังส่ง อย่างที่พวก QRPer เขากระทบพวกวัตต์สูงว่า "Put the Fire in to the Line"
6. ได้รับความสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น เพระาเขา่รักในสิ่งนี้จริง ๆ พวกเขานั่งคีย์ออกอากาศด้วยเครื่องเท่าฝ่ามือ ที่เพียรสร้างขึ้นมาเอง ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบ ๆ เทียว เพื่อได้รับคำตอบแผ่ว ๆ จาก เพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า อยู่ห่างไกลกันออกไปค่อนประเทศ และเมื่อพวกเขามาพบกัน แน่นอนเขาย่อมมีเรื่องเล่า สู่กันฟังมากมายมหาศาล เมื่อเทียบกับคำถาม จืด ๆ ที่คุ้นเคย เช่น คุณใช้เครื่องยีห้ออะไร ? ชื้อเครื่องมาเท่าไร? ของพวกวัตต์สูง ที่เรียกปุ๊บติดปับ
ในการรวมตัวของนัก วิทยุที่มีควาเห็นตรงกัน ว่า Small is Beauty นี้ ขอแนะนำผู้นำบางกลุ่มบางท่านคือ Mr.Doug De Mew (W1FB) และ Mr.Adrian Weiss (W0RSP) ท่านแรกได้เขียนหนังสือ QRP Notebook ขึ้นมาเพื่อแนะนำการสร้างเครื่องมือต่าง ๆ อันเป็นส่วน "บู๊" ส่วนท่านหลังเขียนหนังสือเรื่อง The Joy of QRP อันนี้เรียกว่าส่วน "ปุ๋น" ถ้าใครสนใจน่าจะหามาอ่าน แล้วคุณจะได้ Idea ไปอีกมากมาย อย่างน้อยก็หายงงว่า ไอ้พวกนักวิทยุนี่ มันทำอะไรของมัน วัน ๆ เอาแต่คว้าไมค์ขึ้นมา พูดคุยกันแต่คำถามซ้ำซากอยู่แต่ว่า
" เป็นไงวันนี้รับได้ดีกว่าเมื่อวานเท่าไร ?" ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ตื่นเต้นเลย ไม่นานก็หงอย และทิ้งสถานีราคาหลายหมื่นให้กลายเป็นห้องเก็บของ เหลือแต่นักเจรจาต่อความยาวสาวความยืดกันเต็มความถี่ไปหมด
อย่าง ที่เรียนให้ทราบในตอนต้นว่า กลุ่ม QRPer นี้เมื่อใช้กำลังส่ง 5 วัตต์ ไปได้ระยะหนึ่งก็จะ "ทะลุ" ความต้องการ จึงบีบตัวเองลงมาเป็นกลุ่ม 1 Watter เพื่อหาโจทย์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายมากขึ้น และแน่นอนพวกเขาย่อมได้ความรู้มากขึ้นด้วย
ลองมาดูข้อกำหนดของกลุ่ม QRPer นี้กันดีกว่าครับ
- 1. หากมีใครติติงมาว่า "สัญญาณของคุณอ่อนจัง" อะไรทำนองนี้ อย่าไปต่อความยาว เพราะเมื่อเล่น QRO เราก็ต้องอ่อนกว่าเขาอยู่้ดี
- 2. เมื่อ CQ ให้หาดูก่อนว่าความถี่นั้นว่างจริง ๆ และถ้าจะให้ดีควรดูความถี่ข้างเคียงด้วย ว่าไม่มีใครใช้จริง ๆ ก่อนจะออกอากาศ มิฉนั้นอาจจะถูกความถี่ข้างเคียงของพวกวัตต์สูง บี้เอาได้
- อย่า ลาก CQ ยาว ๆ (ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง) คนที่รอฟังคุณอยู่ เขาต้องการฟัง Call Sign ของคุณมากกว่า จึงควร CQ สัก 3 ครั้งแล้วตามด้วย Call Sign ของคุณ 2 ครั้ง สั่งสัญญาณนี้ไป 2 ชุด แล้วรอฟังคำตอบ (อย่างใจจดใจจ่อ)
- ใช้ สายอากาศที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยามตั้งไว้ให้สูง ๆ ค่า SWR ต้องต่ำเพื่อให้สัญญาณไปดีที่สุด (ประเภทว่า มีวัตต์น้อยใช้สอบอย่างประหยัด)
พวก นักวิทยุกลุ่ม QRPer นี้มีความเชื่อว่าแค่ 5 วัตต์ หรือน้อยกว่า ก็สามารถครองโลกได้แล้ว หรือพูดอีกแบบได้ว่า การใช้กำลังส่งสูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาทดแทนทักษะของนักวิทยุได้ การติดต่อด้วยกำลังส่ง 1 วัตต์ จากเครื่องที่คุณสร้างเองไปไกลครึ่งค่อนประเทศ น่าจะเป็นรางวัลแก่ชีวิตพอ ๆ กับการอัด 1 กิโลวัตต์เพียงเพื่อจะข้ามโลกไปยังดินแดนที่ติดต่อยากทั้งหลาย
spec วิทยุ รับ-ส่ง รุ่นเก่า ๆ จากโฆษณา
spec วิทยุ รับ-ส่ง รุ่นเก่า ๆ จากโฆษณา
วิทยุรับส่ง รุ่นของนักวิทยุรุ่นก่อน ๆ เอาไว้ดูเล่น (ความไวในการรับถ้าค่าตัวเลข ยิ่งน้อยยิ่งมีความไวในการรับสูง)
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
หลักปฎิบัติิและมารยาทในการเรียกขาน และการติดต่อสื่อสาร
หลักปฎิบัติิและมารยาทในการเรียกขาน และการติดต่อสื่อสาร
- 1. ฟังก่อนเสมอ
- 2.ก่อนเรียกขานต้องถามก่อนว่าความถี่นี้ว่างหรือไม่ โดยถามออกไปลอย ๆ ว่า QSL ? ในระบบ CW และ The frequcncy in use please ในระบบ SSB
- 3.ไม่เรียกขานสถานีใด ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ ต้องรอจนกว่าสถานีนั้นจบการติดต่อ และส่งสัญญาณ SK แล้วเท่านั้น
- 4. อย่าตอบสถานีใด ๆ ที่เรียก CQ เฉพาะเขต ซึ่งไม่ใช่เขตของตน เช่น CQ EU (เรียกเฉพาะยุโรป) สถานีที่จะตอบคือ สถานีในทวีปยุโรป เท่านั้น
- 5. รายงานผลการรับสัญญาณในระบบ RST ตามความเป็นจริง
- 6.ต้องแจ้งให้สถานีอื่นทราบทุกครั้งที่เรียกขาน ในกรณีที่ท่านจะส่งอีกความถี่หนึ่งและรับอีกความถี่หนึ่ง (Split Frequency) เช่น CQ DX CQ DX CQ DX DE HS8JYX UP 15 AR K หรือ CQ DX CQ DX CQ DX HS8JYX QSX 10 AR K หมายความว่า สถานี HS8JYX จะรับ ฟังที่ความถี่สูงกว่า ความถี่เรียก 15 KHz หรือ 10 KHz
- 7. หลีกเลียงการตอบสถานีใด ๆ ที่ไม่ปฏิบัติตาม ระเบียบข้อบังคับ ทั้งในและระหว่างประเทศ หรือไม่มีมารยาท อย่างใดอย่างหนึ่ง
- 8. ต้องมีความรับผิดชอบต่อการลง LOG BOOK และการส่ง QSL CARD ให้เป็นไปตามความจริง
- 9. ต้องไม่ตอบรับสถานีใด หลังจากท่านได้เปิดการติดต่อกับสถานีอื่นแล้ว และต้องละเว้นการการตอบแก่สถานีซึ่งแสดงตนว่า สถานีของเขา จะได้รับการเรียกขานในรอบต่อไป
จรรยาบรรณของนักวิทยุสมัครเล่น
จรรยาบรรณ ของนักวิทยุหมายถึง หลักจริยธรรมของนักวิทยุสมัครเล่น ซึ่งได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหลักแห่งการประพฤติและปติบัติ ของนักวิทยุ เพื่อจุดมุ่งหมายแหา่งความสามัคคี และความเรียบร้อยในสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ จรรยาบรรณของนักวิทยุสมัครเล่น ที่จะนำเสนอนี้ Paul M. Segal, W9EEA, in 1928 (พ.ศ.2471) และได้รับเกียรติจาก ARRL ให้ ถึอเป็นหลักปฏิบัติและตีพิมพ์อยู่หน้าแรกของหนังสือ Radio Amateur Handbook ทุกฉบับติดต่อกันมานานจนถึงปัจจุบัน มีใจความโดยสรุป เพื่อประยุกต์ใช้กับนักวิทยุสมัครเล่นไทย ดังนี้
- 1. พึงละเว้นการเล่นวิทยุที่ก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้อื่น
- 2. พึงให้การส่งเสริมและสนับสนุนแก่นักวิทยุสมัครเล่นอื่น ๆ ตลอดจนสถานีของชมรม สมาคมในท้องที่ และสมาคมที่เป็นตัวแทนของประเทศ
- 3. พึงศึกษา หาความรู้ เพื่อพัฒนาสุานีของตนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
- 4. พึงทำงานให้ช้าลงเมื่อได้รับการร้องขอ ให้คำแนะนำด้วยความเป็นมิตร แก่ผู้เข้าสู่วงการใหม่ ด้วยความเมตากรุณา และพร้อมจะให้ความร่วมมือ แก่ผู้สนใจอื่น ๆ ด้วยความเต็มใจ
- 5. พึงละเว้น การเล่นวิทยุที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว การงาน โรงเรียน หรือชุมชน
- 6. พร้อมเสมอที่จะใช้ความรู้ความสามารถ เพื่อจะรับใช้ประเทศ และชุมชนของตนเอง
ข้อมูลจากหนังสือคู่มือนักวิทยุสมัครเล่น
Samtron V56 อาการจอสว่างจ้า ปรับลด ไม่ได้
Samtron V56 อาการจอสว่างจ้า ปรับลด ไม่ได้

การซ่อม
วัด แรงดัน ไฟที่ G1 และ G2 หาความผิดปกติ โดยที่ G1 ควรมีค่าเป็นไฟลบ ส่วน G2 จะมีค่าเป็นบวกประมาณ 300 กว่าโวลต์ ในวงจรตัวอย่าง นี้พบว่า ไฟที่ G1 มีค่า เป็น 0 โวลต์ หมายถึง จอจะสว่างจ้า (การปรับ เพิ่ม - ลด แสงของเครื่องรุ่นนี้ใช้การปรับแรงดันไฟที่ G1 ถ้าไฟที่ G1 มีค่าเป็นลบมากจอจะมืด ถ้าจอมีค่าเป็นลบน้อย หรือ 0 โวลต์ จอจะสว่างมากที่สุด)
จากนั้น ให้ไล่หาแรงดันไฟ G1 จนไปถึง ขา Flyback โดยมากแล้ว จะเจอ R ขาด ในที่นี่เจอ R516 ค่า 47 K ขาด
วิธีการวัด Flyback จอมอนิเตอร์แบบ คร่าว ๆ และรวดเร็ว
วิธีการวัด Flyback จอมอนิเตอร์แบบ คร่าว ๆ และรวดเร็ว

สิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับการซ่อม คือความรวดเร็ว และสะดวก สำหรับการวัด Flyback สามารถทำได้หลายวิธี แต่ขั้นต้นที่สุด ผู้จัดทำขอแนะนำวิธีการที่ง่ายรวดเร็วก่อนคือ
ตั้งโอห์มมิเตอร์ไว้ที่ตำเหน่งสูงสุด (x 10K)
วัดความต้านทานระหว่าง Anode (หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก) เทียบกับกราวด์ (ดูรูปประกอบ) และให้ลองสลับสายมิเตอร์ด้วยเพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น
เข็มมิเตอร์จะไม่กระดิกเลย ถ้าขึ้นเล็กน้อยก็แสดงว่ารั่ว (ทรานซิสเตอร์ Hor Out ร้อนเร็ว) แต่ถ้าขึ้นแบบเต็มที่คือลัดวงจร ต้องเปลี่ยนใหม่แน่นอนครับ
เมื่อทราบผลว่าเสียก็ค่อยถอด Flyback ออกมาจากวงจร แต่ถ้าวัดแบบนี้ สรุปได้ว่าไม่ช็อต ก็อย่าเพิ่งคิดว่ามันไม่เสีย เพราะนี่คือการวัดขั้นแรกเท่านั้น
การลัดวงจรแบบนี้จะพบในจอมอนิเตอร์มากกว่าทีวี
ถ้า Flyback เสียแบบนี้ ทรานซิสเตอร์ HOR OUT มักจะเสียด้วย ถ้าไม่เสียก็จะร้อนจัดอย่างรวดเร็ว
- เมื่อถอดออกมาจากวงจรแล้วให้ลองวัดอีกครั้งก็ได้โดยเทียบกับ กราวด์ของ Flyback (ดูรูปประกอบ)
ตำแหน่งขาและการวัด
- สังเกตขา Flyback จะ มี 2 ลักษณะคือ ส่วนแรกเป็นครึ่งวงกลม (หรือครึ่งวงรี) และอีกส่วนจะเป็นแถวแยกออกมาประมาณ 2-4 ขา ขากราวด์ ก็มักจะอยู่ในส่วนนี้ ให้ลองวัดเทียบดู
ถ้าวัดแบบนี้แล้วไม่ลัดวงจร แต่ช่างยังสงสัยว่า Flyback น่าจะเสีย ก็ให้วัดขั้นต่อไปโดยใช้เครื่องตรวจเช็ค Flyback ช่วย วิธีการวัดเช่นเดียวกับ Flyback ของทีวี โดยให้สังเกตอีกอย่างคือระยะห่างของขา ขา 1,2 และ 3 มักจะห่างมากกว่าขาอื่น ให้ลองวัดขาเหล่านั้นดู
การวัดโดยเครื่องเช็ค Flyback จะเป็นการเช็คว่าขดลวดภายในลัดรอบกันหรือเปล่า? การวัดแบบนี้เชื่อถือได้ประมาณ 80% (เพราะ Flyback บางตัวมีอุกรณ์ภายใน มาก สามารถทำให้การวัดผิดพลาดได้เช่นกัน)
การเสียของ Flyback ยังมีอีกแบบครับ คือขาไฟ + Vcc ลัดวงจรกับ กราวด์ แบบนี้ถ้าอยู่ในเครื่องจะมีอาการคล้าย ๆ กับภาคจ่ายไฟไม่ทำงาน เพราะว่า Load ลัดวงจร บางรุ่นหลอด LED ไม่ ติดเลย บางรุ่นก็กระพริบ อาการนี้ อาจทำให้ช่างใหม่งงไปพักใหญ่ได้เหมือนกัน (มัวแต่ไปซ่อมภาคจ่ายไฟ หาเท่าไรก็ไม่เจอของเสียสักกะตัว) ขากราวด์ในที่นี้อาจจะต้องดูลายพริ้นประกอบด้วย (ถ้าไม่มีวงจรภายใน) ว่าขาไดบ้างต่อกับกราวด์
วันศุกร์, สิงหาคม 22, 2008
ชั้นบรรยากาศ ATMOSPHERE
ชั้นบรรยากาศ ATMOSPHERE
ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก มีผลต่อการแพร่กระจายคลื่นวิทยุเป็นอย่างมาก บรรยากาศของโลกแบ่งออกเป็นหลาย ๆ ชั้น โดยแบ่งตามความสามารถที่จะเป็นตัวนำได้ เมื่อเกิดมีอณูของรังสีจากดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่เข้ามาชน ทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการ IONIZING ของก๊าชในชั้นบรรยากาศนั้น
Ionization เป็นการเปลี่ยน อะตอมหรือโมเลกุล เป็น ไอออน
จากคุณสมบัติที่เป็นตัวนำในขนะเกิดการ IONIZING ชั้นบรรยากาศเหล่านี้จึงสามารถที่จะสะท้อนคลื่นวิทยุได้ ความสูงของชั้นบรรยากาศ ชั้นต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยขึ้นอยู่กับความเข้มของการ IONIZING และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิ ,ความชื้น , แรงกดดัน เป็นต้น ชั้นบรรยากาศของโลกแบ่งเป็น 3 ชั้นคือ
1. ชั้น โทรโพสเพียร์ (Troposphere Layer)
ระยะ ความสูงจากพื้นโลกโดยประมาณ อยู่ที่ 0 -15 กิโลเมตร ชั้นนี้ สภาพโดยทั่วไปไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันตลอด มีสภาพปั่นป่วน วุ่นวายตลอดเวลา เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิ ความชื้น ความดัน และอื่น ๆ ทำให้ดัชนีการหักเหเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยเฉลี่ยแล้วอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 6 oC /กิโลเมตร
2.ชั้นสตราโทสเพียร์ (Stratosphere Layer)
เป็นชั้นที่สองของชั้นบรรยากาศของโลก อยู่เหนือชั้น troposphere และต่ำกว่าชั้น mesosphere ชั้นนี้จะมีระยะความสูงจากพื้นโลกประมาณ 15-50 กิโลเมตร เป็นชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดสูงสุดของชั้นนี้เรียกว่า stratopause (สูงประมาณ 50 ถึง 55 กิโลเมตร)3.ชั้นไอโอโนสเพียร์ (Ionosphere)
เป็นชั้นที่อยู่สูงที่สุด คือสูงจากพื้นโลกประมาณ 50-500 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นนี้ อากาศจะเต็มไปด้วย อิออน มีคุณสมบัติในการดูดกลื่นหรือสะท้อนคลื่นวิทยุ ตัวที่มีบทบาท คือความเข้มของอิเล็คตรอนอิสระ (Free Electron Density) บรรยากาศชั้นนี้ ยังจะแบ่งออกเป็นชั้นย่อย ๆ ได้อีกดังนี้
ชั้น D (D Layer)
เป็นชั้นที่ต่ำที่สุดในชั้นionosphere ด้วยกัน มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 50-90 กิโลเมตร จะปรากฎเฉพาะกลางวันเท่านั้น และความเข้มของการ IONIZING จะเปลี่ยนแปลงตามความสูงของดวงอาทิตย์ ชั้นนี้มีคุณสมบัติในการสะท้อนคลื่นวิทยุย่านความถี่สูง และดูดกลืนวิทยุความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 4-6 MHz)

Ionospheric absorption (or ISAB)
ชั้น นี้จะหายไป อย่างรวดเร็วหลังจากดวงอาทิตย์ตก ในเวลากลางคืนจะมีการดูดกลืน (absorption) น้อยมาก และในเวลาเทียงวันจะมีการดูดกลืนมากที่สุด ให้เราลองสังเกตวิทยุกระจายเสียง AM ในบางสถานี อาจจะไม่สามารถรับฟังได้ แต่พอตอนกลางคืนสามารถรับฟังได้อย่างชัดเจ็น
ชั้น E (E layer)
มีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 100 -125 กิโลเมตร สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุลงมาสู่พื้นผิวโลกได้ ชั้นนี้จึงมีประโยชน์ในการรับ - ส่ง วิทยุระัยะไกล ๆ ชั้น E ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับชั้น D เกิดขึ้นมากที่สุด เราสามาถติดต่อสื่อสารผ่านชั้น E ได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร
ความน่าสนใจของชั้น E มีอีกประการคือ sporadic E (หรือ Es)ในบางครั้ง ชั้นนี้จะสามารถสะท้อนคลื่นวิทยุในย่าน VHF และ UHF
sporadic E นี้มักจะเกิดในช่วงฤดูร้อน (มากสุดในเดือน มิถุนายน สำหรับซึกโลกเหนือ) บางครั้งอาจจะเกิดขึ้นแค่ระยะไม่กี่นาที จนถึง ชั่วโมง ระยะทาง 1,000 ถึง 2,500 กิโลเมตรสามารถเป็นไปได้ใน sporadic E
ชั้น F (F Layer)
ชั้น นี้ถือเป็นชั้นที่มีความสำคัญมากในการติดต่อสื่อสารทางไกล ของวิทยุในย่าน HF ชั้นนี้มีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 150 - 500 กิโลเมตร ในตอนกลางวันชั้น นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อยคือ
- ชั้น F1 (F1 - Layer) มีความสูงประมาณ 175 - 250 กิโลเมตร มีการ IONIZING ตลอดเวลา มากที่สุดในตอนบ่าย ความสูลของชั้นนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ขึ้นอยู่กับ จุดดับบนดวงอาทิตย์ ฤดู (season of the year) และเวลาในวันหนึ่ง ๆ ด้วย คุณสมบัติของ F1 นี้ ใช้ในการสะท้อนคลื่นวิทยุในการรับส่งระยะไกล แต่มีการดูดกลื่นบ้างเล็กน้อย
- ชั้น F2 (F2 - Layer) มีความสูงประมาณ 250 - 400 กิโลเมตร ชั้นนี้มีบทบาทในการสื่อสารอย่างยิ่ง ชั้นนี้สูงที่สุดที่เกียวกับคลื่นวิทยุ มีการ IONIZING อย่างรุนแรง แต่เนื่องจากความหนาแน่นของอากาศเบาบางมาก จึงทำให้การ IONIZING ที่เกิดขึ้นค้างอยู่ได้นาน การ IONIZING จะรุนแรงมากในตอนบ่าย แล้วค่อย ๆ ลดลงน้อยที่สุดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตอนเช้า ชั้นนี้เป็นชั้นที่มีประโยชน์มากที่สุด ในการสื่ิอสารด้วยวิทยุระยะไกล HF ความสูงของชั้น F2 ฤดูร้อนจะสูงกว่า ฤดูหนาว ในตอนกลางคืนชั้น F1และ F2 จะรวมรวมกันเหลือเพียงชั้นเดียวเรียกว่า ชั้น F มีความสูงประมาณ 300 กิโลเมตร
การเปลี่ยนแปลงของชั้น Ionospher (Ionospheric variation)
Diurnal (ได - เออ - แน็ล) (daily) variation
การ เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของแต่ละวัน ดวงอาทิตย์ ขึ้น และตก ในรอบเวลา 24 ชั่วโมง เป็นส่วนสำคัญในการเพิ่ม การ ionization ในช่วงเวลากลางวันจะมีชั้น D และ E แต่จะหายไปในช่วงเวลากลางคืน ชั้น F2 จะเพิ่มความสูงขึ้นจนถึงเวลาเทียงวัน และจะลดลงจนกระทั่งถึงตอนเย็น พอตอนกลางคืนก็จะไม่มีหรือรวมตัว (disappears or merges) กับชั้นอื่น
ผล ของการดูดกลืนคลื่นความถี่ (higher absorption) ของชั้น D และ E ที่มีสูงในเวลากลางวัน ความถี่ต่ำ ไม่สามารถที่จะใช้ได้ในเวลากลางวัน ในขณะดียวกันชั้น F จะสะท้อนความถี่สูงในเวลากลางวัน
ใน ช่วงความถี่ 1–30 MHz เราจะใช้งานดังนี้ ความถี่ที่สูงกว่า 11 MHz เราจะใช้ในเวลากลางวัน ส่วนความถี่ที่ต่ำกว่า 11 MHz เราจะใช้ในช่วงเวลากลางคืน
27 day cycle
ในทุก ๆ ประมาณ 1 เดือน ดวงอาทิตย์จะหมุนครบรอบ ( rotational period of the Sun) ตำแหน่งของ sunspots จะกลับมาอีกครั้ง ถ้า MUF สูง และถ้าการติดต่อดี ๆ หลายวันก็สามารถคาดเดาได้ ว่าจะดีอย่างนั้นอีกใน 27 วันถัดมา เพราะพื้นที่ส่วนนั้นของดวงอาทิตย์ จะกลับมาอีก
Seasonal cycle
โลก หมุนรอบดวงอาทิตย์ วงโครจรนั้น ไม่ได้เป็นวงกลม แต่เป็นวงรี (elliptical) ทำให้มีความแตกต่างของฤดูกาลเกิดขึ้น และยังส่งผลให้ พลังงานของดวงอาทิตย์ (Sun’s energy) ที่มายังโลก มีความแตกต่างกันออกไป โดยปรกติจะส่งผลกระทบต่อชั้น D ,E ,F1 แต่ชั้น F2 จะไม่ค่อยมีผลมากนัก Ion ในชั้น F2 จะหนาแน่นที่สุดในช่วง ฤดูหนาว และลดลงเวลาฤดูร้อน และความแตกต่างระหว่าง ช้ัน F1 และ F2 นั้นจะไม่มากนัก
11 year cycle
จำนวน sunspots เท่าที่มีการบันทึกเอาไว้ จะมีการเปลี่ยนแปลงครบรอบทุก ๆ 11 ปี
การติดต่อสื่อสารจะดีถ้าจำนวน sunspots มีมาก
สัญ าณรบกวนจากดวงอาทิตย์และกาแล็กซี่ จะมีผลต่อสัญญาณที่อ่อน ๆ (weak signals) เราสามารถทดลองพิสูจน์ ได้โดยการใช้เครื่องรับวิทยุปรกติ (ordinary radio receiver) และสายอากาศแบบทิศทาง ควรจะเป็นย่าน VHF/UHF (150 to 152 MHz) แล้วใช้สายอากาศเล็งไปที่ดวงอาทิตย์ เวลาดวงอาทิตย์ ขึ้น หรือ ตก จะมีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ background noise อย่างรวดเร็ว
Sunspots
Sunspots อาจจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่มากได้ถึง 100,000–150,000 กิโลเมตร จำนวนของ Sunspots มีการเปลี่ยนแปลงครบรอบทุก 11 ปี มีการบันทึก จำนวน Sunspots ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1750 ตอนแรก ๆ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 9 -14 ปี ค่าจำนวน Sunspots จะมีการเก็บบันทึกทุกวัน เป็น Wolf number (หรืออาจจะเรียกว่า International sunspot number, relative sunspot number) หมายถึง ปริมาณของ Sunspots หรือกลุ่มของ Sunspots ที่ปรากฏขึ้นบนผิวของดวงอาทิตย์ค่าที่ต่ำที่สุดคือ 60 ในปี ค.ศ. 1907 และสูงสุดคือ 200 ในปี ค.ศ. 1958

Johann Rudolf Wolf นักดาราศาสตร์ชาวสวิส เป็นผู้ที่ศึกษา ค้นคว้าเกียวกับ Sunspots
sunspot คือ บริเวณ พื้นผิวของดวงอาทิตย์ ที่มีอุหภูมิต่ำ บริเวณนี้จะมีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสูงมาก

มีตัวแปรอีกตัวที่เกียวข้องก็คือ solar flux index (SFI) เราสามารถตรวจวัดโดยการใช้คลื่นไมโครเวฟ (ความยาวคลื่นประมาณ 10.7 cm, หรือ 2800 MHz) ในเวลา at 1700 U.T.
High-frequency dipole
High-frequency dipole
สายอากาศไดโพล เป็นสายอากาศ ที่นักวิทยุสมัครเล่นรู้จักกันโดยทั่วไป และได้ยินบ่อยมากในความถี่ แต่รู้มั้ยว่า สายอากาศไดโพล ยังมีอะไรที่น่าค้นหาอีกหลายอย่าง เอาเป็นว่าสายอากาศไดโพลบางครั้งเราจะเรียกว่า สายอากาศแบบ Hertz หรือ hertzian เพราะว่าสายอากาศแบบนี้ถูก ค้นพบโดย Heinrich Rudolph Hertz เมื่อประมาณปี 1886 สายอากาศแบบ half-wavelength dipole เป็นสายอากาศแบบ สมดุล (balanced) ประกอบด้วยส่วนที่แพร่กระจายคลื่น 2 ส่วนดังรูป
สมดุล (balanced) หมายถึง ปลายสายทั้งสองของมีกระแสใหลเท่ากัน

แต่ละส่วนจะมีความยาว 1/4 ของความยาวคลื่น (quarter-wavelength) เมื่อรวมทั้งสองข้างก็จะเท่ากับ 1/2 ความยาวคลื่น (half-wavelength)
ความยาวครึ่งคลื่นของสายอากาศ (ความยาว L ในรูป) สามารถหาได้จากสูตร (ความยาวคลรึ่งคลื่นในสูญญากาศ)

จงจำเอาไว้ว่าความยาวทางกายภาพ กับความยาวทางไฟฟ้าของสายอากาศ จะแตกต่างกัน (ประมาณ 5 เปอร์เซนต์) โดยความยาวทางกายภาพจะสั้นกว่า เนื่องจากเวลาคลื่นเดินทางผ่านบนโลหะ จะเดินทางได้ช้ากว่าในสูญญากาศ เราจะเรียกว่าค่า velocity factor ความยาวคลึ่งคลื่นของสายอากาศไดโพลที่ไกล้เคียงกับความจริง (ใช้ตัวกลางเป็นโลหะ) คิดได้จากสูตร

ตัวอย่างการคำนวน
จงหาความยาวโดยประมาณของสายอากาศ half-wavelength dipole ที่ความถี่ 7.25 MHz

ความยาวโดยประมาณเท่ากับ 64 ฟุต 6.6 นิ้ว
The dipole feedpoint
สายอากาศไดโพลแบบ half-wavelength ป้อนกระแสให้ที่จุดกึ่งกลาง

จากรูปแสดงให้เห็นถึง ค่ากระแส และแรงดันบนสายอากาศ ไดโพลแบบ half-wavelength จุดที่เราป้อนจะมีแรงดันต่ำสุดและกระแสสูงสุด จุดที่เราป้อนกระแสจะมีค่า impedance ประมาณ 73 โอห์ม สายนำสัญญาณที่จะมาต่อเข้ากับจุดนี้ก็ต้องมีค่า impedance เท่ากัน เพื่อให้เกิดการส่งผ่านพลังงานได้ดีที่สุด (Maximum power transfer) ถ้าสายนำสัญญาณมีค่า impedance ที่แตกต่างกัน (mismatch) พลังงานที่ส่งไปจากเครื่องส่ง ส่วนหนึ่งจะย้อนกลับมาเข้าเครื่องส่ง ค่านี้เราเรียกกันว่า standing waves (หรืออาจจะเรียกกันว่า SWR,VSWR)
รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ ไดโพล แบบ half-wavelength เมื่อวางสายอากาศในแนวนอน

จาก รูปเราก็จะเป็นว่าสายอากาศ ไดโพล แบบ half-wavelength จะมีการแพร่กระจายคลื่นออกเป็นสองส่วนหลัก ๆิ หรือก็คือสายอากาศแบบ 2 ทิศทางนั่นเอง (bidirectional) คลื่นจะแพร่ออกทางด้านข้างของตัวนำ ส่วนหัวและท้าย จะไม่มีการพร่ออกมาหรือออกมาน้อยมาก แต่ถ้าเราจับสายอากาศมาวางในแนวดิ่ง การแพร่กระจายคลื่นก็จะออกมาในรูป คล้าย ๆ ขนมโดนัท (doughnut) รูปทั้งสองรูปเป็นการแพร่กระจายคลื่นในสูญญากาศ แต่่เมื่อใช้งานจริง การติดตั้งไกล้กับพื้นโลก (earth’s surface) ทำให้รุปแบบการแพร่กระจายคลื่นผิดเพี้ยนไป

สายอากาศ ไดโพลแบบอื่น ๆ
Inverted-vee dipole
สายอากาศไดโพลแบบ Inverted-vee (ตัว V กลับหัว)
สายอากาศไดโพลแบบ inverted-vee ก็เป็นสายอากาศแบบ half-wavelength เช่นเดียวกับสายอากาศไดโพลที่ได้กล่าวมาในตอนแรก แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างการจัดวางให้เป็นรูปตัว V กลับหัว โดยที่จุดป้อนสัญญาณจะยกให้สูงจากพื้นดินมากที่สุด และ สายอากาศแบบนี้จะสั้นกว่าไดโพลธรรมดาประมาณ 3-5 เปอร์เซนต์

มุม a จะมีค่าระหว่าง 70 - 110 องศา ถ้าต่ำกว่า 70 องศา สายอากาศก็จะคล้าย ๆ สายนำสัญญาณสองเส้นขนานกัน จะมีการแพร่กระจายคลื่นได้น้อย แต่ถ้ามุมเกิน 110 องศาคุณสมบัติต่าง ๆ ก็จะคล้าย ๆ กับ ไดโพลธรรมดา (โดยทั่วไปเราจะใช้ 90 องศา เป็นค่าืี่เหมาะสมที่สุด)
สูตรในการคำนวนสายอากาศไดโพลแบบ Inverted-vee คือ
ผล ของ การทำได้ลวดตัวนำของไดโพล เอียงลงมา (Sloping) ทำให้ความถี่ resonant ลดลง นั่นก็คือ ความยาวทางไฟฟ้า ของสายอากาศเพิ่มขึ้นนั่นเอง ถ้าเราจะให้ความถี่ resonant เท่าเดิม เราก็ต้องลดความยาวของสายอากาศลง ซึ่งก็เป็นผลดี ส่วน impedance และ bandwidth ก็จะลดลงตามไปด้วย
จากข้อมูลเบื้องต้นมีการพูดว่า สายอากาศ ไดโพลแบบ Inverted-vee จะดีกว่า half-wavelength dipole ธรรมดา
- ได โพลแบบ Inverted-vee ใช้เสาหลักที่สูง แค่ 1 ต้น ส่วน half-wavelength dipole ต้องใช้ 2 ต้นเป็นอย่างน้อย และถ้าสายนำสัญญาณมีน้ำหนักมาก อาจจะต้องเพิ่งเสาตรงกลางอีก 1 ต้น แต่ ไดโพลแบบ Inverted-vee สามารถจับยึดสายลงมากับเสากลางได้เลย
- สายอากาศไดโพลแบบ Inverted-vee ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยกว่า
- ไดโพลแบบ Inverted-vee สามารถ match กับสายนำสัญญาณแบบ 50 โอห์ม ได้ดีกว่า


รูปแบบการแพร่กระจายคลื่น ระหว่าง inverted-Vee กับ ไดโพล ธรรมดา (ในย่านความถี่ 80 เมตร)
สายอากาศ AC Ground และ DC Ground นั้นแตกต่างกันอย่างไร ?
สายอากาศ AC Ground และ DC Ground นั้นแตกต่างกันอย่างไร ?
สายอากาศเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับวิทยุ รับส่ง สายอากาศเป็นอุปกรณ์ที่นักวิทยุสมัครเล่นทั้งหลายสามารถที่ ประดิษฐ์ แก้ใข ดัดแปลง ได้มากที่สุด เวลาเราอ่านตำรา ที่เกียวข้อง เราอาจจะไปพบคำศัพท์แปลก ๆ มากมาย วันนี้จะยกตัวอย่าง ระหว่าง AC Ground และ DC Ground ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร
สายอากาศแบบ DC Ground
คือ สายอากาศที่เอาสายกราว์ดของสายนำสัญญาณต่อลงกราว์ดจริิง ๆ ถ้าเอาไฟ DC ป้อนเข้าไปมันจะ Short กันจริง ๆ เช่นสายอากาศ Folded Dipole ที่เราใช้กันอยู่กันทั่วไปเขาจะต่อ สาย Ground ที่เป็นสายลวดถักเข้ากับตัวบูมของสายอากาศ และลวดของตัวนำอีกเส้นก็จะต่อเข้าขั้วต่อของสายอากาศ Folded Dipole ดังรูป

ถ้า เราเอาโอห์มมิเตอร์มาวัดระหว่างสายนำสัญญาณทั้งสองเส้น จะมีความต้านทานต่ำ อย่างนี้เรียกว่า DC Ground ข้อดีคือ DC Ground คือ เมื่อถูกฟ้าฝ่าถ้าไม่แรงจริง ๆ กระแสจะไม่ใหลเข้าเครื่องวิทยุ เพราะว่ากระแสเดินทางผ่านลงดินได้สะดวก เครื่องก็เลยปลอดภัย
สายอากาศแบบ AC Ground

สำหรับ สายอากาศแบบ AC Ground นั้นขอยกตัวอย่าง เช่นสายอากาศ 5/8 Lamda ตอนที่เขาทำก็จะมี ขดลวด (Coil) และ Condenser เอาไว้ Tune ถึงจะต่อลง Ground อย่างนี้เรียกว่า AC Ground ถ้ามีฟ้าฝ่าลงมาจะมี Condenser ขวางอยู่ กระแสส่วนหนึ่งจึงใหลเข้าไปยังเครื่องรับส่งวิทยุ ก็จะทำให้เครื่องวิทยุพังได้ ทางที่ดีก็คือการแก้ระบบจาก AC Ground เป็น DC Ground
การสาธิตวิทยุสมัครเล่น HF ที่สงขลา
การสาธิตวิทยุสมัครเล่น HF ที่สงขลา
ขอบคุณ -- บทความจากหนังสือ CQ
เมื่อ วันที่ 25 มกราคม 2534 ซึ่งเป็นวันเปิดศูนย์ควบคุมข่าย HS9AS จังหวัดสงขลา ผู้เขียนได้เป็นแขกผู้หนึ่งที่ได้รับเชิญให้ไปเป็นเกียรติ และในคืนวันนั้นเอง ชมรมวิทยุสมัครเล่น จังหวัดสงขลานำโดย นายแพทย์ ประสิทธิ์ วนิชชานนท์ ประธานชมรม ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ห้องคอมเวนชั่นโรงแรม เจ. บี. หาดใหญ่ ท่ามกลางนักวิทยุสมัครเล่น จากจังหวัดไกล้เคียง และแขกผู้มีเกียรติกว่า 500 คน รวมทั้งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขและข้าราชการระดับสูงของกรมไปรษณีโทรเลขหลาย ท่าน
ในงานนี้ ทางชมรมได้มีการจัดให้มีการตอบปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่กรมไปรษณีย์โทรเลขด้วย หลัีงจารกตอบปัญหาแล้ว ทางชมรมได้ขอให้ผู้เขียนเล่าประสบการณ์และความเป็นมาของวิทยุสมัครเล่น ทั้งในและต่างประเทศ ผู้เขียนได้ลำดับความเป็นมาของกิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย และสรุปส่งท้าย เกี่ยวกับประสปการณ์วิทยุสมัครเล่นย่าน HF ที่ QSO ติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจ ซักถามรายละเอียดอย่างกว้างขวาง

HS1AAM/9 ขณะออกอากาศในย่าน HF
นับ จากวันนั้นเป็นต้นมา ชมรมวิทยุสมัครเล่นจังหวัดสงขลา นอกจากมิได้หยุดอยู่กับที่ ยังได้พัฒนางานทั้งในด้านสังคม และส่งเสริมความรู้ แก่สมาชิก มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมิได้ติดต่อกับชมรมอย่างไกล้ชิดเท่าไรนัก เนื่องจากมีภาระกิจไปเป็นวิทยากรอบรมร่วมกับกรมไปรษณีย์โทรเลขตลอดมาจนสิ้น สุดโครงการ เมื่อเดือน มิถุนายน 2534
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อต้นเดือน กรกฎาคม 2534 ขณะที่ผู้เขียนไปติดต่องานที่กรมไปรษณีย์โทรเลข คุณเฉลิมพล หังสพฤกษ์ HS9CB กรรมการผู้หนึ่งของชมรมวิทยุสมัครเล่นจังหวัดสงขลา ได้มีโอกาสพบผู้เขียนและขอหารือว่า อยากจะขอเชิญไปสาธิตวิิทยุสมัครเล่น HF เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ วันที่ 4 สิงหาคม 2534 ที่จังหวัดสงขลา ผู้เขียนได้ตอบขัดข้อง เพราะติดภาระกิจ ต้องร่วมงานวันสื่อสารแห่งชาติที่เซ็นทรัลพลาซ่า ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2534 แต่คุณเฉลิมพล หังสพฤกษ HS9CB ก็ยังไม่สิ้นความตั้งใจ ขอให้ผู้เขียนกำหนดวันว่าง แล้วจะไปจัดโปรแกรมที่สงขลาเอง ดังนั้นเพื่อตอบสนองเจตนาดี ผู้เขียนได้กำหนดว่า วันหยุดเข้าพรรษา 27-29 ก.ค.34 ผู้เขียนคงจะว่างไปร่วมงานดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ทางชมรมดำเนินการขออนุญาตต่อกรมไปรษณีย์โทรเลขให้เรียบร้อยและในขั้น สุดท้าย ก็ได้รับการนัดหมายว่าจะออกเดินทางจาก กรุงเทพ วันที่ศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2543 และจัดสาธิตสถานีวิทยุสมัครเล่นย่าน HF วันที่ 27 และ 28 กรกฎาคม 2534 ณ.ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ถึงวันนัด 26 กรกฎาคม 2534 คุณเฉลิมพล หังสพฤกษ์ HS9CB และ คุณ สวัสดิ์ พัฒนพงษ์พันธ์ HS9II ประธานชมรมวิทยุสมัครเล่น จังหวัดยะลา ก็ได้เดินทางามาถึง HOME QTH ของ HS1AAM เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. พร้อมพาหนะคู่ชีพ ISUZU VAN ณ.ที่นี้คณะ DX จากกรุงเทพ ที่จะไปสาธิตซึ่งประกอบด้วย HS1AAM และ HS1CDX ได้เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมอยู่แล้ว
อุปกรณ์ที่เตรียมไปใช้ในการสาธิตคราวนี้คือ
- เครื่องรับส่งวิทยุย่าน HF YAESU FT-767GX
- ANTENNA TUNING 1 ชุด
- ANTENNA DIPOLE TRIBAND 1 ชุด
- TRANSMISSION LINE RG-8/U 80 เมตร / RG 58 20 เมตร
- QSL จากต่างประเทศจำนวนหนึ่ง
- LOG BOOK
- คันเคาะรหัสมอร์สแบบธรรมดา 1 ชุด
- คันเคาะรหัสมอร์สแบบ ELECTRONIC KEYER 2 ชุด
- ใบอนุญาตให้มี ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม (ฉบับจริง)

พวก เราทั้ง 4 คน คือ HS9CB,HS9II,HS1AAM และ HS1CDX ช่วยกันขนของขึ้นพาหนะคู่ชีพเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินทางก็ถ่ายรูปที่หน้า HOME QTH ของ HS1AAM ไว้เป็นทีระลึก 1 รูป จากนั้นก็ออกเดินทางเวลาประมาณ 14.30 น. มุ่งสู่ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
อากาศ วันนี้ที่ กรุงเทพ ท้องฟ้าครึ้มทั้งวัน ข่าว ทีวี คืนวันก่อน มีภาพน้ำท่วมที่จังหวัดสตูล แต่ HS9CB บอกด้วยความมั่นใจว่า ออกพ้นจากกรุงเทพแล้วจะไม่มีฝนตก การจราจรค่อนข้างคับคั่งตามเคย กว่าจะออกพ้นจากกรุงเทพไปได้ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
HS9CB ทำหน้าที่ขับรถด้วยความคล่องแคล่ว ผ่านนครปฐม ราชบุรี และรับประทานอาหารเย็นที่เพรชบุรี เวลาประมาณ 17.00 น.ทั้ง HS9CB และ HS9II ซื้อขนมเมืองเพชรบุรี ไปฝาก XYL และ HARMONIC ตามฟอร์มใช้เวลาประมาณ 30 นาที เราก็เดินทางต่อ มุ่งตรง หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ทับสะแก ตรงเข้าจังหวัดชุมพร แวะเติมน้ำมันยีดเส้นยืดสาย ชั่วครู่้ แล้วออกเดินทางต่อ ท่ามกลางแสงจันทร์ วันอาสาฬหบูชา โดยมิได้มีฝนตกระหว่างการเดินทาง ตามที่ท่าน HS9CB ได้ คาดหมายเอาไว้
เทียง คืนเศษ เราเดินทางมาถึง ทางแยกเข้าสุราษฎร์ธานี และตรงไปที่ทุ่งสง คาดว่าจะถึงหาดใหญ่ประมาณเวลา 03.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงที่สองของการเดินทาง HS9CB ทำหน้าที่ขับรถจาก กรุงเทพ จึงขอพักและให้ HS9II รับทำหน้าที่ ขับรถต่อจนถึงหาดใหญ่ การเดินทางช่วงนี้ อยุ่ในช่วงดึกมากทุกคนอ่อนเพลีย หลับบ้างตื่นบ้างตามอัธยาศัย แต่ HS9II ทำหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย และในที่สุดเราก็มาถึงหาดใหญ่ เข้าพักที่โรงแรม โฆษิต เมื่อเวลาประมาณ 03.30 รวมเวลาเดินทาง 13 ชั่วโมงเศษ
ที่หาดใหญ่ 27 ก.ค. 34 เวลาประมาณ 9.00 น. HS1AAM และ HS1CDX ได้ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว แล้วรับประทานอาหารเช้าพร้อมทั้งวางแผนนัดหมาย ให้ HS9CB มารับเวลา 10.00 น. เพื่อไปติดตั้งสถานีสาธิต ณ.ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีควบคุมข่าย HS9AS
การ ติดตั้งสายอากาศแบบ DIPOLE TRIBAND ย่าน 14,21,28 MHz เป็นไปอย่างง่าย ๆ โดยอาศัย TOWER ของสถานีควบคุมข่าย HS9AS ข้างหนึ่งสูงประมาณ 10 เมตรจากหนังคาตึก อีกข้างหนึ่งดึงสายหันทางทิศเหนือ ผูกติดกับหลังคาตึก ลากสายนำสัญญาณผ่านหลังคาตึกลงมาชั้น 2 ณ.ที่ซึ่งเตรียมไว้ ทั้งนี้สมาชิกชมรมหลายคน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ งานติดตั้งใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม.ก็เรียบร้อย
สถานีสาธิตของเราจัดให้มี QSL CARD ซึ่งเป็น CARD จากประเทศต่าง ๆ เพื่อยืนยันการติดต่อ QSO ไปติดตั้งแสดงให้สมาชิกได้ชมด้วย

และ ก่อนการสาธิตจะเริ่มขึ้น คุณชาติ ลีลาภรณ์ รองประธานชมรม วิทยุสมัครเล่นจังหวัดสงขลา ได้ทดลองฟังการ QSO ของแฮมชาวต่างประเทศ ในย่าน 21 MHz (15 METER BAND) ทั้ง PHONE และ CW
CQ CQ CQ DX DE HS1AAM/9 DX K ไม่มีเสียงตอบกลับเวลา 12.54 (0554 UTC)
CQ CQ CQ DX DE HS1AAM/9 DX K ได้รับสัญญาณตอบกลับ มาเป็นสถานีแรก จาก ฮ๊อกไกโด ประเทศ ญี่ปุ่น ดังนี้
- HS1AAM/9 DE JA8FMH K
- JA8FMH DE HS1AAM/9 R GA TNX FER CALL ES UR RST 599 QTH SONGKHLA OP CHAM HW? K
- HS1AAM/9 DE JA8FMH R GA CHAM OM UR RST 599 NAME IS MASA QTH HAKODATE CITY QSL VIA? K
- JA8FMH DE HS1AAM /9 R TKS MASA SAN FER NICE RPRT FM HAKODATE CITY ES QSL VIA TNX FER QSO NW QRU CU AGN 73 MASA SAN JA8FMH DE HS9AAM/9 SK
- HS1AAM/9 DE JA8FMH R TU SK
สิ้นสุดการติดต่อสถานี JA8FHM เมื่อเวลา 13.12 น (0612 UTC) แปลความการติดต่อเป็นภาษาธรรมดาได้ดังนี้
- HS1AAM/9 จาก JA8FMH เปลี่ยน
- JA8FMH จาก HS1AAM/9 ทราบครับ สวัดดีตอนบ่าย ขอบคุณที่กรณาเรียก สัญญาณของคุณคือ 599 QTH สงขลา ผมชื่อ จำ(ลอง) เปลี่ยน
- HS1AAM/9 จาก JA8FMH ทราบ สวัดดีตอนบ่าย คุณ จำ(ลอง) สัญญาณของคุณคือ 599 ผมชื่อ มาซา QTH นครฮาโกดาเตะ QSL CARD ส่งมาที่ใด ?
- JA8FMH จาก HS1AAM/9 รับทราบ ขอบคุณสำหรับ REPORT สัญญาณที่ดีมาก จากนครฮาโกดาเตะ QSL กรุณาส่งผ่าน สมาคม ขอบคุณสำหรับการ QSO และ QRU ไว้พบกันใหม่ 73 คุณมาซาซัง JA8FMH จาก HS1AAM/9 เลิก
เป็น อันว่า การทดสอบเครื่อง อุปกรณ์ในการสาธิต ครั้งนี้ใช้ได้ เป็นที่น่าสังเกต ที่มีกลุ่มแฮมชาวสงขลาสอบถามเรื่อง การใช้สัญญาณเรียกขานของ HS1AAM ในครั้งนี้ เป็น HS1AAM/9 ซึ่งก็มีการอธิบายว่า HS1AAM นำเอาเลขเขต 9 มาต่อท้ายสัญญาณเรียกขานของตน ก็เพื่อแสดงว่า ได้มาตั้งสถานีชั่วคราวในเขต 9 และเวลาที่รายงาน QTH ก็จะเป็นไปตามความจริง

การ สาธิต การ QSO ระหว่างประเทศ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2534 เริ่มอย่างจริงจังเมื่อเวลา 15.00 น.(0800 UTC) ท่ามกลางชาวแฮมสงขลาและนิสิตนักศึกษา ผลัดเปลี่ยนกันมาชมตลอด จาก LOG BOOK ผลปรากฏดังนี้
ระหว่างเวลา 14.39 น.(0739 UTC) ถึงเวลา 15.26 น.(0826 UTC) เป็นการสาธิตการติดต่อความถี่ 21 MHz SSB (PHONE) ติดต่อกับสถานีต่าง ๆ ดังนี้
- JH5SMY OSAKA RST 59/59
- G4IRS/MM เรือทะเล RST 59/57
- JA4QCN HIROSHIMA RST 59/59
- JA1XEL TOKYO RST 59/59
- JR3RRY OSAKA RST 59/59
- JA2EML KOMATI RST 59/59
- JA3KKE KOBE RST 59/59
- JQ1TAR TOKYO RST 59/59
- YC3VK INDONESIA RST 57/57
ตั้งแต่ เวลา 16.00 น. (0900 UTC) ถึง 18.25 น. (1125 UTC) เป็นการสาธิตการติดต่อ QSO ระบบ CW เนื่องจากอากาศเปิดและสายอากาศหันไปทางประเทศ ญี่ปุ่น ฉนั้นสถานีที่ติดต่อได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นสถานีจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงนี้สามารถติดต่อได้ทั้งสิ้น 53 สถานี

เวลา 18.12 น (1112 UTC) เปลี่ยนความถี่เป็น 14 MHz เพื่อทดสอบว่าอากาศเปิดหรือไม่ และเนื่องจากก่อนออกจากกรุงเทพ ได้นัดหมายกับ HS1ABU เพื่อที่จะทดลองติดต่อกันที่ความถี่ 14.225 MHz เวลา 18.45 น. (1145 UTC) ได้ทดลองติดต่อกับประเทศญี่ปุ่น 2 สถานี ด้วย CW คือ สถานี JA2FNY และ JA7FFN ได้รับสัญญาณ 599 ทั้งสองสถานี
เวลา 18.45 น. (1145 UTC) ปรับความถี่มาที 14.225 MHz ในระบบ SSB เผ้าฟังเสียง จากสถานี HS1ABU จากกรุงเทพ ตามเวลานัด
เวลา 18.47 น. (1147 UTC) รับสัญญาณ HS1ABU ได้ชัดเจนประมาณ 57 มีเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางจาก กรุงเทพ ขอทดสอบสัญญาณตามลำดับ คือ HS1CQE, HS1AHT และ HS1AFA
เวลา 19.00 น (1200 UTC) ปรับเปลี่ยนความถี่มาที 14.320 MHz เพื่อเช็คเนท สถานีที่ทำหน้าที่เป็น เนทคอนโทรคือ VK6UA QTH เมือง เพิร์ทประเทศออสเตรเลีย คุณ อัลเบิร์ต เป็น NET CONTROL OPERATOR
วันนี้ ต้องนับเป็นวันพิเศษที่ สถานีวิทยุสมัครเล่นไทย เช็คเนทมากเป็นพิเศษ ดังนี้ HS1YL, HS1AAM, HS1CDX, HS1ABU, HS1AFA, HS1AHT และ HS1CQE
หลัง จากการเช็คเนท HS1ABU ได้ขอ CONTACT กับ HS1AAM/9 อีกครั้ง NET CONTROL สั่งให้ QSY ไปที่ความถี่ 14.335 MHz แต่พอ QSY ไปแล้วปรากฎว่าความถี่ไม่ว่าง เลยไม่สามารถติดต่อกันได้
เวลา ล่วงเลยมาเกือบ 21.00 น. แต่การติดต่อในความถี่ยังหนาแน่น และทุกคนยังปักหลักเฝ้าชมไม่ถอย อย่างไรก็ดี HS1AAM และ HS1CDX เห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงขอยุติการสาธิต แยกย้ายกันไปเติมพลัง และพักผ่อน
เช้าวันที่ 28 กรกฎาคม 2534 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ HS1AAM และ HS1CDX ตกลงกันว่าจะเริ่มสาธิตตั้งแต่เช้า เรื่อยไปจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ก็จะเก็บเครื่องเตรียมตัวกลับกรุงเทพ
บรรยากาศเช้า วันอาิทิตย์ดีมาก อากาศจ่มใสดี ประมาณ 10 โมงเศษ ขอร้องให้สมาชิกชมรม ช่วยกันขึ้นไปเปลี่ยนทิศทางของสายอากาศ ให้ไปทางทิศเหนือจริง ๆ เพื่อจะได้ติดต่อกับสถานีทางยุโรป ใช้เวลาไม่นานนัก การปรับสายอากาศก็เรียบร้อย
เวลา 11.41 น.(0441UTC) เริ่มเปิดเครื่องฟังการติดต่อสื่อสาร ย่านความถี่ 21 MHz สัญญาณดีมาก แต่สัญญาณจากญีปุ่น ยังคงเข้ามายังเครื่องรับอย่างแรง ระดับ RST 599 เกือบทุกสถานี HS1AAM เริ่ม CQ เมื่อเวลา 14.41น.เพียงครั้งเดียวก็ได้รับการตอบ จากออสเตรเลีย VK3NC เป็นสถานีแรก เนื่องจากมีหลายสถานี เรียกเข้ามาในแต่ละครั้ง พร้อมกัน และสัญญาณดีมาก HS1AAM จึงเปลี่ยนวิธีการ QSO เป็นแบบ PILE UP ซึ่งใช้เวลาแต่ละสถานีเพียง 1-2 นาที เป็นอย่างมาก ทั้งนี้โดยการเพิ่มความเร็วของการส่งรหัสมอร์ จากระดับ 20 คำ/นาที เป็น 35-40 คำ/นาที เป็นที่ตื่นเต้นสนุกสนานกันทั่วหน้า เมื่อมีสถานีเรียกเข้ามาทีละเป็น สิบ ๆ สถานี
เวลา เวลา 12.42 น.(0542UTC) HS1CDX พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางคนหนึ่งที่ฝึกการ QSO ด้วยรหัสมอร์สจนชำนาญพอใช้ทำหน้าที่เป็น OPERATOR แทน HS1AAM และทำงานทีความมเร็ว 15 คำ/นาที HS1CDX คล่องแคล่วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากระดับสัญญาณ แต่ละสถานีระดับ RST 599 ไม่นานนัก HS1CDX ก็ได้ เริ่มทำงานแบบ PILE UP เพิ่มความเร้วเป็น 25 คำ/ นาที ซึ่งสามารถทำงานได้ดี โดยสามารถ COPY ทุกสถานีที่เรียกเข้ามาได้
เวลา เคลื่อนคล้อยเย็นลงแล้ว ประมาณ 15.00 น. ความถี่ย่าน 14 MHz เริ่มเปิดจึงเปลี่ยนความถี่มาเป็น 14 MHz เมื่อเวลา 15.16 HS1AAM ทำหน้าที่เป็น OPERATOR อีกครั้ง
จบเสียงการ CQ ครั้งเดียว สถานีตอบกลับมาพร้อมใกันไม่น้อยกว่า 5 สถานี จากนั้นเป็นต้นไปก็เริ่มการ QSO แบบ PILE UP ชนิดที่ว่า ไม่มีเวลาพูดคุย หรือดื่มน้ำได้เลย HS1CDX ทำหน้าที่ ตอบคำถามผู้สนใจตลอดเวลา จนกระทั่งเวลา 16.53 น. HS1CDX ทำหน้าที่เป็น OPERATOR อีกครั้ง ด้วยความเร็วประมาณ 25-30 คำ/ นาที
การสาธิตก็สิ้นสุดลงในเวลาไกล้ 18.00 น.HS1AAM จึงจับคันเคาะบอกลา สถานีต่าง ๆ
DE HS1AAM/9 TNX FER QSO NW QRT QSL VIA BURO HPE CU AGN QRT CL
หลังจากนั้นก็เก็บเข้าของเตรียมเดินทางกลับ

วัน ที่ 29 กรกฎาคม 2534 เป็นวันเดินทางกลับ ซึ่งแต่เดิม HS9CB จะขับรถมาส่งที่ กรุงเทพแต่มีภาระกิจ จึงขอเลือนเป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ซึ่งทั้ง HS1AAM และ HS1CDX ต่างมีภาระกิจ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ในกรุงเทพ จึงไม่สามารถเลื่อนได้ จึงตกลงใจกลับกรุงเทพด้วยรถทัวร์ เวลา 17.00 น
มีเวลาว่างอีกเกือบตลอดทั้งวัน เพื่อให้เป็นการประหยัดค่าโรงแรม ที่ทางชมรมบริการใช้ HS1AAM จึงได้ให้ HS9CB เช็คเอาท์โรงแรมเวลา 12.00 น แล้วไปฟักผ่อนรอเวลาที่ HOME QTH ของ HS9CB ณ.ที่นั่นก็ได้คุยเรื่องต่าง ๆ เกียวกับวิทยุสมัครเล่นย่าน HF อีกหลายเรื่อง ที่น่าสนใจก็คือ ทำอย่างไรให้สมาชิกและผู้สนใจได้ใช้เครื่ิองย่าน HF ได้โดยมีการสอบขั้นกลาง หรือจัดสอบที่สงขลา ในเรื่องนี้ คงต้องไปหารือกับกรมไปรษณีย์โทรเลขต่อไป
ผู้เขียนให้คำ แนะนำว่า ระหว่างนี้ถ้าสนใจจริง ๆ ก็ควรหัดฟังวิทยุ คลื่นสั้นในย่านสมัครเล่นไปก่อน โดยอาจจะรวบรวมสมาชิกเป็นชมรม SWL แล้วดำเนินการขออนุญาติ ชื่อเครื่องรับอย่างเดียวมาใช้ SWL เป็นบันใดขั้นแรกของการเป็นนักวิทยุสมัครเล่นระหว่างประเทศ ถ้ามีการจัดชมรม SWL ได้แล้ว ก็อาจจะมี การกำหนดรหัสประจำตัว ในเขต 9 เป็น HS9-001 เรียงลำดับ เหมือนมาเลเชีย 9M2-0001 ซึ่งมีสมาชิกอยู่พอสมควร และสามารถส่ง QSL CARD เพื่อยืนยันการรับฟังแก่สถานีวิทยุสมัครเล่น ต่าง ๆ ได้ทั่วโลกเช่นกัน
สรุปการสาธิตวิทยุสมัครเล่นย่าน HF ณ.จังหวัดสงขลา ครั้งนี้สามารถ QSO ได้รวม 150 สถานี ประเทศที่ ติดต่อได้คือ ญี่ปุ่น,เกาหลี,ออสเตรเลีย,อินโดนีเซีย,ใต้หวัน,ยูโกสาเวีย,รัสเซีย,ฮังการี และเยรมัน โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 11 ชั่วโมง 55 นาที
สายอากาศไดโพล กับ สลิมจิม อย่างใหนดีกว่ากัน
สายอากาศไดโพล กับ สลิมจิม อย่างใหนดีกว่ากัน
- ขอสอบถามครับ สายอากาศ ไดโพล กับ สายอากาศสลิมจิม อย่างใหนดีกว่า กัน
- สลิ มจิม ความยาว Half wave ลักษณะเป็นเจโพลที่พับลงมา ที่จริงถ้ามองในแง่ทางเทคนิคมัน น่าจะเหมือนกันคื (ภาพ 1) ต่างก็เป็นไดโพลตัวหนึ่ง ในทางทฤษฎีมันจะเหมือนกัน ทีนี้ก็จะมีคำถามว่าทำไมเขาถึงเลือกสลิมจิมคือไดโพลส่วนใหญ่จะเป็น 300 โอมห์ มันทำให้แมทกับเครื่องยากประสิทธิภาพก็ต่ำ แต่อิมพีแดนซ์ของสลิมจิมมันเป็น 500 โอมห์ ไม่ใช่ 300 เราสามารถจะหรอกมันให้เป็นกี่โอมก็ได้ถ้าจะให้เป็น 50 ก็แมทให้มันค่อนลงมาข้างล่างหน่อย ประมาณ 1 ใน 10 ของความยาวในแมทชิ่ง หัวใจจริงของความแตกต่างอยู่ที่ความแมทช์มากกว่า ถ้าแมทช์ได้เท่า ๆ กันคุณภาพก็น่าจะเท่า ๆ กัน

ภาพ สายอากาศ Have wave dipole และ สลิมจิม
http://www.hs8jyx.com/หม้อแปลง Balun ในสายอากาศ
balun (ย่อมาจาก balanced-unbalanced) หม้อแปลงบาลันเป็นอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิกส์ ชนิด passive (คือไม่มีการขยายสัญญาณ ไม่ต้องการไฟเลี้ยง) ทำหน้าที่เป็นแปลง ระหว่าง ระบบสมดุล (balanced) กับ ระบบไม่สมดุล (unbalanced) และบ่อยครั้งที่เราใช้ หม้อแปลง บาลัน ในการแปลง impedance ของสายอากาศ และสายนำสัญญาณให้เหมาะสมกัน
เราสามารถสร้างหม้อแปลงบาลันได้หลายรูปแบบ
- choke balun อัตราส่วน 1:1 สามารถทำได้โดยใช้สายนำสัญญาณ ขดเป็นวงกลม ก่อนที่จะเข้าไปยังสายอากาศ (แบบ balanced ในรูปคือสายอากาศ ไดโพล) ประมาณ 6-8 รอบ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20- 30 เซนติเมตร สำหรับย่านความถี่ 14 - 30 MHz)
ถ้าหากนำไปใช้ในความถี่ต่ำกว่านี้ อาจจะต้องใช้จำนวนรอบมากกว่า หรือใช้ แกน ferrite ช่วย ดังรูปด้านล่าง
- collins balun อัตราส่วน 1:1 เป็นหม้อแปลงบาลันที่มี bandwidth กว้างมาก (่สามารถใช้ได้ในช่วงความถี่ที่กว้างกว่า) สามารถทำจากสายนำสัญญาณ เช่นเดียวกับแบบแรก
สำหรับ ย่านความถี่ 3 - 28 MHz เราสามารถใช้ สายนำสัญญาณยาว 130 เซนติเมตร จำนวน 2 เส้น ( A และ B) พันเป็นวงกลม ประมาณ 7-8 รอบ บนเส้นผ่านศูนย์กลาง 11 เซนติเมตร
COLLINS BALUN แบบอัตราส่วน 4:1 มีลักษณะคล้าย ๆ กับแบบ 1:1 แต่้ใช้สาย นำสัญญาณยาว 130 เซนติเมตร จำนวน 4 เส้น ( A B C D)
- transmission line balun ประกอบด้วย สายนำสัญญาณ 2 ชนิด (หรือมากกว่า) โดยที่สายนำสัญญาณชุดแรก ต่ออนุกรมกับปลายสาย ด้านหนึ่งของ สายชุดที่สอง ซึ่งขนานกัน ทำให้สายนำสัญญาณชุดนี้ ทำหน้าที่คล้าย ขดลวด (coil) มีค่า impedance สูง สำหรับคลื่นวิทยุ ความยาวของสายนำสัญญาณเราจะใช้ 1/4 lamda ของความถี่ต่ำสุดที่ใช้งาน และสามารถใช้แกน ferrite ช่วยได้ เพื่้อให้ขนาดของ หม้อแปลง บาลัน ลดลง
transmission line balun อัตราส่วน 1:1
transmission line balun อัตราส่วน 4:1
transmission line balun อัตราส่วน 9:1
- bazooka balun อัตราส่วน 1:1 จะมีท่อตัวนำขนาด 1/4 lamda วางรอบ ๆ สาย coaxial หม้อแปลงบาลันแบบนี้จะมี bandwitdh แคบ มักนิยมใช้กันในย่าน VHF และในย่าน VHF จะใช้เป็นท่อโลหะ แต่ย่าน HF จะใช้ โลหะเป็นแผ่น มาห่อหุ้มไว้
- VHF balun อัตราส่วน 4:1 เป็นที่นิยม และใช้กันโดยทั่วไปในย่าน VHF และ UHF เช่น ใช้กับสายอากาศ folded dipole มีค่า impedanc 300 โอห์ม สำหรับความยาวของสายนำสัญญาณ L ที่นำมาใช้ต้องมีค่าเท่ากับ 1/2 lamda (1/2 lamda คูณด้วย ค่าความเร็วของสาย velocity-factor) ยกตัวอย่างเช่น ที่ความถี่ 145 MHz ใช้สายนำสัญญาณเบอร์ RG-58A (velocity factor = 0.66) ค่า 1/2 lamda = 1035mm. เราก็เอา 1035 มาคุณกับ 0.66 ก็จะได้ เท่ากับ 683mm
หม้อแปลงแบบนี้จะมี bandwitdh ที่แคบมาก
วันศุกร์, สิงหาคม 8, 2008
สายอากาศ Band Width กว้างจะมีผลดีอย่างไร
Band Width คือ ช่วงความถี่ที่ใช้งาน หมายถึง ช่วงความถี่ที่สายอากาศต้นนั้นยังทำงานได้ดีอยู่ โดยปรกติ มักจะระบุเป็นช่วงความถี่ ซึ่งค่า SWR ของสายอากาศต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้
Band Width กว้างมันก็รับ ส่ง ได้กว้าง 140 150 160 170 รับส่งได้หมด สายอากาศที่ Band Width กว้างก็น่าจะเป็นสายอากาศที่ดี เพราะต้นเดียวรับส่งความถี่ใหนก็ได้ ถ้าเราจำเป็นต้องใช้หลายความถี่นะ
อย่างเช่นสายอากาศทีวี ยิ่ง Band Width กว้างยิ่งดี จะรับได้ทุกช่อง อย่างเช่น ช่อง 3 ความถี่ 50 กว่า MHz ดูช่อง 11 ความถี่ตั้ง 200 กว่า MHz ถ้าสายอากาศ Band Width กว้าง ๆ กวาดได้หมดก็ดีสิ
แต่เราจะเห็นว่าสายอากาศโทรทัศน์นั้นต้องมีแผงเยอะแยะเลยเพระาว่ามันทำไม่ได้ ถ้าทำได้ ต้นเดียวก็พอแล้ว สายอากาศที่ต้นเดียวเลยก็มีรวม Gain แล้วสู้หลาย ๆ ตัวรวมกันไม่ได้
Band Width กว้างก็คือสามารถรับส่งย่านความถี่ต่าง ๆ ได้มากโดยค่า SWR ไม่สูงจนเกินไป

กราฟแสดงความสำพันธ์ (สมมุติ) ระหว่างค่า SWR ของสายอากาศแบบ A และแบบ B
เช่นสายอากาศ A และ B เราปรับไว้ที่ความถี่ 150 MHz ต้น A เป็นสายอากาศที่มี Band Width กว้าง ที่ 145 หรือ 155 MHz อาจจะได้ค่า SWR 1:1.2 ที่ 140 หรือ 160 MHz อาจจะได้ 1:1.5 ที่ 130 หรือ 170 MHz เพิ่งจะได้ค่า SWR แค่ 1:2 เรียกสายอากาศต้น A ว่า Band Width กว้างมาก ได้ตั้งแต่ 130 - 170 MHz ซึ่งตั้ง 40 MHz ในช่วงที่ดีที่สุดคือ 135 - 165 เกินกว่านั้นก็รับได้ เพียงแต่ทำให้ Gain ต่ำลง
สำหรับต้น B Match ไว้ที่ 150 MHz เช่นเดียวกัน แต่พอมาใช้ที่ 145 หรือ 155 MHz ค่า SWR ขึ้นมาเป็น 1:1.5 พอมาใช้ที่ 140 160 MHz ค่า SWR ขึ้นมาถึง 1:5 ซึ่งเครื่องพังแน่ สายอากาศต้น B ก็มี Band Width 145-155 MHz ประมาณ 10 MHz ซึ่งก็นับว่ากว้างแล้ว แต่น้อยกว่าต้น A
สายอากาศที่ Band Width กว้างนี่การ Match ง่ายผิดเพี้ยนไปนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้า Band Width แคบ ๆ นี่ถ้าตัดผิดไปเซนต์เดียว ก็ต้องโยนทิ้งแล้ว Match ไม่ลง แต่สายอากาศ Band Width กว้างมักจะมี Gain ไม่ค่อยสูง








































