วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Multi-hop

การสื่อสาร แบบ Multi-hop คลื่นที่เราส่งไปบนฟ้า เมื่อมีการหักเหลงมายังพื้นโลก ถ้าหากมีความแรงพอ อาจจะสะท้อนกลับ ขึ้นไปบนฟ้า แล้วหักเหกลับมายังพื้นโลกอีกครั้ง ดังในรูป เป็นสัญญาณหมายเลข 3 จากเครื่องส่ง T มายัง เครื่องรับ R1 เท่ากับ 1 Hop และไปยังเครื่องรับ R 2 เท่ากับ 2 Hop

ภาย ใต้สภาวะที่เหมาะสม ระยะทางที่สื่อสารกันได้แบบ 1 Hop สามารถไปได้ไกลถึง 2000 - 3000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับมุมยิง แต่มุมยิงจะต่ำกว่าขอบฟ้าไม่ได้ ฉะนั้นการสื่อสารไกลกว่านี้ เราต้องใช้แบบ Multi-hop แต่อย่าลืมว่า ทุก ๆ Hop จะมีการลดทอนสัญญาณอย่างมาก

http://www.hs8jyx.com
msn hs8jyx@gmail.com

ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม ( Why 50 ohm coax )

ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม


ทำไมจึงนิยมใช้สาย Coaxial ทีมี impedance 50 โอห์ม ( Why 50 ohm coax )
สาย Coaxial ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 โดย นาย ซี เอส แฟรงกิล วิศวกรของ Marconi Company เพื่อใช้แทนสายไฟพันเกียวเป็นเส้นคู่ ที่ใช้ส่งผ่านคลื่นวิทยุ ต่อมาก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อขายในเชิงพานิชย์โดยใช้สาร Polyethylene (PE) มาเป็นสาร dielectric ในราว พ.ศ. 2483 จากการทดลองในระยะต้น ๆ พบว่า สาย Coaxial ที่มี impedance ประมาณ 77 โอห์ม

ตาราง เปรียบเทียบระหว่าง impedance ต่าง ๆ กับ อัตราการสูญเสียในสาย dB/ เมตร

นั้นให้อัตราการสูญเสียในสาย ต่ำสุด และอาจจะเพราะว่าค่า impedance ไกล้เคียงกับ impedance ของสายอากาศ half wave dipole ทีมีค่า impedance เท่ากับ 73 โอห์ม ดังนั้นจึงผลิตแบบ 75 โอห์มขึ้นมา ได้รับความนิยมมากในช่วงแรก ต่อมามีการทดลองพบว่า ค่า impedance ประมาณ 30 โอห์ม สามารถรับกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด

ดังนั้นเมื่อค่า 30 โอห์มก็มีข้อที่ทนกำลังได้สูง ค่า 70 ก็มข้อดีทีการสูญเสียต่ำ (30 ohms (best power handling) and 77 ohms (lowest loss)) จึงใช้ค่า 50 โอห์ม เป็นค่ากลาง ๆ สำหรับวิทยุรับส่ง ส่วน 75 โอห์ม ที่เคยใช้อยู่ในมาตราฐานสำหรับเครื่องรับโทรทัศน์ นั้น ใช้กันแพร่หลายมากคงจะเปลี่ยนเป็นมาตราฐานเดียวกันไม่ใหว เลยยังใช้ 75 โอห์มต่อไป

http://www.hs8jyx.com


อัตราการขยายของสายอากาศ (gain) กับลูกโป่ง

อัตราการขยายของสายอากาศ (gain) กับลูกโป่ง


เจอหลายครั้ง ทั้งในเวบบอร์ดและในความถี่ เรื่องของอัตราการขยายของสายอากาศ หรือที่เรียกว่า Gain อัตรา การขยายของสายอากาศ เป็นการเปรียบเทียบ สายอากาศต้นหนึ่งกับสายอากาศอีกต้นหนึ่ง โดยเรามักจะใช้สายอากาศ Isotropic ซึ่งเป็นสายอากาศในอุดมคติ คุณสมบัติคือสามารถแพร่กระจายคลื่นวิทยุ ออกรอบตัว ได้ทุกทิศทุกทาง เท่ากันหมด แต่เนื่องจากสายอากาศ Isotropic ไม่มีอยู่จริง เพื่อความสะดวกบางครั้งเราจึงเปรียบเทียบกับสายอากาศ Dipole 1/2 Lamda

  • ถ้าเทียบกับสายอากาศ Isotropic หน่วยจะเป็น dBi (decibel over isotropic)
  • ถ้าเทียบกับสายอากาศ Dipole หน่วยจะเป็น dBd (decibel over dipole)
  • dBd จะมากกว่า dBi อยู่ 2.15

ต่อ ไปจะพูดถึงเรื่องของลูกโป่ง สมมุติว่าลูกโป่งเราเป็นลูกกลม ๆ เป่าลมเข้าไปจำนวนหนึ่งพอประมาณ จำนวนลมที่เป่าเข้าไปในลูกโป่ง ก็เทียบเท่ากับ จำนวนพลังงานที่ป้อนให้กับสายอากาศ ลูกโป่งลอยอยู่เฉย ๆ ก็เทียบกับสายอากาศแบบ Isotropic

ลูกโป่งลอยอยู่เฉย ๆ ก็เทียบกับสายอากาศแบบ Isotropic

แต่ เมื่อเราเอามือไปบีบตรงกลางของลูกโป่ง ลักษณะของลูกโป่งก็เปลี่ยนไป ดังตัวอย่างในรูป (B) คล้าย ๆ กับเลข 8 ถ้าเปรียบเทียบกับสายอากาศ ก็คือสายอากาศแบบ Dipole มีการแพร่กระจายคลื่นออกเป็นสองทิศทาง คราวนี้ อัตราการขยายก็เริ่มปรากฎขึ้นมา เพราะเรานำสายอากาศ Dipole มาเทียบกับสายอากาศ Isotropic ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากสายอากาศ Isotropic ก็คือส่วนที่อยู่ด้านบนและด้านล่างของรูปมือ ค่าที่เราได้ถ้าเปลี่ยนเป็นหน่วยเดซิเบล แล้วเราจะเรียกว่า dBi (decibel over isotropic) ซึ่งสายอากาศไดโพลแบบ 1/2 Lamda จะมีอัตราการขยายมากกว่า่ isotropic อยู่ 2.15 dbi ถ้าเราลองคิดตามไปว่าพลังงาน (หรือลมในลูกโป่ง) ยังเท่าเดิมหรือไม่ คำตอบคือมันก็ยังเท่าเดิม เพียงแค่ลดพลังงานจากจุดหนึ่ง เพื่อนำไปเพิ่มอีกจุดหนึ่ง

แต่เมื่อเราเอามือไปบีบตรงกลางของลูกโป่ง ลักษณะของลูกโป่งก็เปลี่ยนไป ดังตัวอย่างในรูป (B) คล้าย ๆ กับเลข 8 ถ้าเปรียบเทียบกับสายอากาศ ก็คือสายอากาศแบบ Dipole มีการแพร่กระจายคลื่นออกเป็นสองทิศทาง

ถ้า เราเอามือไปบีบลูกโป่งตรงปลาย (แทนที่จะเป็นตรงกลาง) อากาศที่อยู่ด้านในก็จะเปลี่ยนรูปร่างไป จะพุ่งออกไปในทิศทางเดียว (ด้านบนของมือ) อาจจะมีออกมาด้านหลังบ้างแต่ก็น้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับสายอากาศ ก็คือสายอากาศแบบทิศทาง (Beam) การที่พลังงานออกมาทิศทางเดียว แน่นอนมันต้อง มีอัตราการขยายมากกว่าแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าสังเกตอากาศที่อยู่ในลูกโป่งก็ยังเท่าเดิม

ถ้าเราเอามือไปบีบลูกโป่งตรงปลาย (แทนที่จะเป็นตรงกลาง) อากาศที่อยู่ด้านในก็จะเปลี่ยนรูปร่างไป จะพุ่งออกไปในทิศทางเดียว (ด้านบนของมือ)

สมมุติว่าเราส่งออกอากาศ 1 วัตต์ พลังงานทั้งหมดก็ยังเท่าเดิม คือ 1 วัตต์ แต่ เราบังคับให้พลังงาน 1 วัตต์นั้นรวมตัวกันไปในทิศทางเดียวทำให้เราได้ความเข้มของสัญญาณสูงขึ้น (power density) ถ้ายังไม่ชัดเจนให้เราลองดูพลังงานจากหลอดไฟฉาย หลอดไฟมีกำลังงาน 1 วัตต์ ถ้าไม่มีแผ่นสะท้อนแสง ความสว่างก็แพร่กระจายไปรอบ ๆ หลอดไฟ (รอบตัว) แต่เมื่อไร เราใส่แผ่นสะท้อนแสงเข้าไป แสงก็จะไปในทิศทางเดียว แต่สามารถไปได้ไกลกว่าเดิม (หลายเท่าตัว) ถามว่าการ ที่แสงไปได้ไกลขึ้น เราเพิ่มกำลังวัตต์หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้เพิ่ม ยังใช้ไฟ 1 วัตต์เ่ท่าเดิม เพียงแต่จัดรูปแบบการแพร่กระจายของแสงเท่านั้น

การ ที่นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นของไทย สามารถใช้กำลังส่งได้ 10 วัตต์ ถ้าเรามองในแง่ดีก็คือ เราจะได้ฝึกเรื่องสายอากาศ นำพลังงาน 10 วัตต์นี้มาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ดีกว่าการนำเครื่องไปเพิ่มกำลังส่ง เป็น 50 วัตต์ 100 วัตต์ (สุดจะบรรยาย) เครื่องวิทยุรับส่งตัวโปรดก็จะได้อยู่กะเราไปนาน ๆ

บทความที่เกียวข้อง

RTTY BASIC

RTTY BASIC

RTTY หรือ Radioteletype บางครั้งอาจจะอ่านออกเสียงว่า ritty ใช้ในการการรับส่งข้อมูล ระบบ RTTY จะมีส่วนที่คล้าย CW คือมีการรับส่งข้อมูลแบบ TWO STATES สำหรับระบบ CW จะใช้การปิด - เปิด ของคีย์ แต่สำหรับ RTTY จะใช้การสลับไปมาของความถี่ 2 ความถี่ เราเรียกการสลับไปมานี้ว่าการ Shift ความถี่ต่ำจะเรียกว่า SPACE (SPACE frequency) และความถี่สูงเรียกว่า MARK (MARK frequency) สำหรับ นักวิทยุสมัครเล่น ความถี่ ของ SPACE กับ MARK จะห่างกัน 170 Hz ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราออกอากาศด้วยความถี่ 14080.00 kHz นั่นหมายความว่า ความถี่ของ MARK จะเท่ากับ 14080.00 kHz ส่วนความถี่ของ SPACE จะต่ำกว่า 170 Hz ก็คือ 14079.83 kHz


ลองรับ RTTY โดยโปรแกรม MMTTY

MMTTY เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายตัวนึง และที่สำคัญคือ เป็นโปรแกรม ฟรี สามารถ Download ได้ที่นี่ http://mmhamsoft.amateur-radio.ca

ลองรับ RTTY โดยโปรแกรม MMTTY

เมื่อ Download และทำการติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วก็จะได้ โปรแกรม หน้าตาดังรูป

หน้าตาโปรแกรม MMTTY

สำหรับ การรับ RTTY ให้เอาสัญญาณเสียงจากวิทยุต่อเข้า Line in ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย จากนั้นให้เปิดเครื่องวิทยุ และสังเกตระดับเสียงมีการเปลียนแปลงหรือเปล่า

กรณีมีสัญญาณเสียงเข้ามา แบบนี้ถือว่าพร้อมที่จะใช้งาิน

กรณีมีสัญญาณเสียงเข้ามา แบบนี้ถือว่าพร้อมที่จะใช้งาิน

แต่ถ้าภาพออกมาเป็นแบบนี้ แสดงว่ายังไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา

แต่ถ้าภาพออกมาเป็นแบบนี้ แสดงว่ายังไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา ให้ไปตั้งค่า ตามนี้เลยครับ การตั้งค่า Sound Card สำหรับเล่นโหมด Digital พอตั้งค่าเสร็จแล้วก็เริ่มลงมือหาสัญญาณ RTTY กันเลย อาจจะลองเริ่มที่ความถี่ 14080 ถึง 14090 kHz หรือ 21080-21090 kHz ดูก่อน เพราะหาง่าย ค่อย ๆ จูนความถี่ช้า ๆ ครับ พอเจอเสียงของ RTTY หน้าจอภาพก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ

พอเจอเสียงของ RTTY หน้าจอภาพก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ

สำหรับแถวสีเขียว ๆ ตัวนี้เป็นการบอกระดับสัญญาณ

สำหรับ แถวสีเขียว ๆ ตัวนี้เป็นการบอกระดับสัญญาณ ที่เข้ามา ส่วนเส้นตรง สีดำแนวดิ่ง จะเป็นระดับของ squelch (squelch threshold) เราสามารถเปลี่ยนระดับได้ โดยการคลิกไปบนแถบสีเขียว ๆ

ตัวอย่างข้อความที่รับได



ท่านรู้จัก Q Code แล้วหรือ ?

ท่านรู้จัก Q Code แล้วหรือ ?


นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก เขาใช้ Q Code กันอย่างไร

นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก เขาใช้ Q Code กันอย่างไร


คำอธิบายมีดังนี้

  • ในสมัยที่ การติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุโทรเลขเป็นวิธีการที่ดีทีสุดนั้น การติดต่อระหว่างเรื่อเดินสมุทรกับสถานีชายฟั่ง หรือระหว่างเรือกับเรือ เรือกับเครื่องบิน การส่งข่าวสารระหว่างเมืองกับเมือง ประเทศกับประเทศ จะใช้วิธีการส่งแบบนี้ทั้งนั้น เมื่อผู้คนนิยมใช้วิทยุโทรเลขกันมาก ปริมาณข่าวสารจะมี Q - Code จึงถูกนำมาใช้เพื่อความรวดเร็ว ข้อความจะสั้นกระทัดรัดลง ยิ่งในขณะที่มีสัญญาณรบกวน สภาพอากาศ ไม่เอื้ออำนวย สัญญาณอ่อน การรับฟังข้อความยาว ๆ เป็นประโยคทำได้ยาก Q - Code จะช่วยขจัดปัญหาข้อนี้ได้เป็นอันมาก
  • ARRL ได้พร่ำสอนนักวิทยุสมัครเล่น ขั้นต้นของเขาไว้ดังนี้ครับ ถึงแม้ว่า นักวิทยุสมัครเล่นบางท่านจะใช้ Q - Code ในการคุยกันแบบ Face To Face QSO ก็ช่างเขา เมื่อตัวท่านขึ้น ความถี่ออกอากาศสนธนากับคู่สถานี จงใช้ Q -Code เมื่อท่านใช้ CW หรือ รหัสมอร์สเท่านั้น ใช้ภาษาพูดปกติ (Plain Text) จะเป็นการดีที่สุด ไม่ต้องมานั่งนึกถึงความหมายให้เมื่อยตุ้ม
  • ความหมายของ Q - Code ต่าง ๆ ที่จะได้พบต่อไปนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะอยุ่ในรูปของคำถามที่สั้นกระทัดรัด

ยกตัวอย่าง สถานีชายฟังเคาะรหัสมอร์สไปยังเรื่อเดินสมุทรลำหนึ่งว่า "QRD ?" (Where are you bound for and where are you from? ) (มี เครื่องหมาย ? ต่อท้าย Q - Code) Q - Code นี้จะมีตัวอักษร 3 ตัวอักษร กับ 1 เครื่องหมายคำถาม เคาะรหัสมอร์แป๊ปเดียวก็จบ ความหมายของ QRD? มีดังนี้

ท่าน (เรือของท่าน) กำลังมุ่งหน้าไปที่ใด (ท่าเรืออะไร ประเทศอะไร และท่านมาจากที่ใด ?) เป็นคำถามที่ถามถึงเส้นทางการเดินเรือ เมืองไทยเราเอามาใช้ในความหมาย ว่า เป็นการเดินทาง ...ไป เช่น "ผมจะ QRD ไป กทม. ครับ" คำว่า QRD ก็ใช้ คำว่า ไป ก็ใช้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

"QRX ?" ก็เช่นกัน ความหมายจริง ๆ นั้น เป็นคำถามว่า ท่านจะเรียกข้าพเจ้าอีกเมื่อใด ? (When will you call me again?) "ไม่ใช่รอเดี๋ยว"

"QTR ?" ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้กันไม่ถูกต้อง QTR คือขอทราบเวลาที่แน่นอน (What is the correct time?) ขอทราบไปทำไม ?

  • ใน การติดต่อสื่อสารย่าน HF คู่สถานีบางคู่อยู่ไกลคนละซีกโลก การทราบเวลาของคู่สถานีจะเป็นการประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งคิดคำนวน ว่าบ้านเราต่างกับบ้านเขากี่ชั่วโมง รู้ได้ทันที
  • การ ทราบเวลาจะช่วยให้เรารู้ว่าขณะนี้ คู่สถานีของเราอยู่ในช่วง เช้า สาย บ่าย เย็น หรือ ดึกแค่ไหน การกล่าวคำอำลาจะได้ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้อง ถ้าทางโน้นดึกมากก็ไม่ต้องคุยนาน
  • การทราบเวลา จะช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะของการแพร่กระจายคลื่นที่เหมาะสม สามารถเลือกใช้ความถี่ Mode และอื่น ๆ ได้อย่างพอเหมาะ
  • อื่น ๆ

นักวิทยุสมัครเล่นบ้านเรา ใช้คำว่า QTR เป็น "เวลา" การสนธนามักจะใช้คำว่า "ไม่มี QTR" "QTR ว่างเว้นผมจะไป EYEBALL ท่าน" ดังนี้เป็นต้น มันคนละเรื่องกันเลยครับ เมื่อใช้กันบ่อย ๆ ก็จะติดเป็นนิสัย พอไปสนธนากับนักวิทยุชาวต่างประเทศ Q - Code ของเมืองไทยก็จะไม่เหมือนใครในโลกนี้

บทความที่เกียวข้อง


ทดลองส่ง SSTV ใน MODE ต่าง ๆ

ทดลองส่ง SSTV ใน MODE ต่าง ๆ


ภาพต้นแบบ

ภาพต้นแบบ


โหมด Scottie 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 71 วินาท

โหมด Scottie 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 71 วินาที

โหมด Scottie 1 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 110 วินาท

โหมด Scottie 1 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 110 วินาที

โหมด Martin 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 58 วินาที

โหมด Martin 2 ขนาด 320 X 256 ใช้เวลาส่ง 58 วินาที

โหมด B/W 8 ขนาด 160 X 120 ใช้เวลาส่ง 8 วินาท

โหมด B/W 8 ขนาด 160 X 120 ใช้เวลาส่ง 8 วินาที


อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่...

RADIO propagation

RADIO propagation

คลื่นวิทยุที่แพร่กระจายออกจาก สายอากาศนั้น จะมีการแพร่กระจายออกไปทุกทิศทาง คลื่นวิทยุเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถเดินทางไปด้วยความเ็้ร็วเท่ากับแสง แต่อย่างไรก็ดี คลื่นวิทยุที่มีความถี่ไม่เท่ากัน คุณสมบัติในการแพร่กระจายคลื่น ก็ไม่เหมือนกัน ในพื้นที่ไกลออกไป สัญญาณที่เครื่องรับจะรับได้ก็อ่อนลง ๆ ไปเรื่อย ๆ

Surface wave หรือ ground wave

คลื่น ดิน เป็นคลื่นวิทยุที่เดินทางไปบนผิวโลก เราสามารถใช้คลื่นดิน ในการติดต่อสื่อสารย่าน LF และ MF ปกติคลื่นดินมีความยาวคลื่นที่ยาวมาก จะเดินทางไปได้ไกล กว่า (losses rise with increasing frequency) และจะเดินทางไปไดัไกลกว่าระยะขอบฟ้า คลื่นดินที่ความถี่สูง ๆ จะไปไม่ได้ไกล เพราะถูกลดทอนมาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งกีดขวาง เห็ตผลก็คือเมื่อความถี่สูงขึ้น ความยาวคลื่นก็จะสั้นลง วัตถุใหญ่ อย่างเช่น ภูเขาจึงมีผลต่อการแพร่กระจายคลื่น เช่นที่ความถี่ 30 KHz ความยาวคลื่นจะเท่ากับ 10 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับภูเขาแล้ว ภูเขายังเล็กกว่าความยาวคลื่น ฉนั้น การลดทอนจึงมีน้อย แต่ที่ความถี่ 3 MHz ความยาวคลื่นเท่ากับ 100 เมตร วัตถุที่ใหญ่กว่าความยาวคลื่น เช่น เนินเขา ตึกรามบ้านช่อง จะเริ่มมีผลในการลดทอนสัญญาณ

วิธี การที่จะให้คลื่นดินเดินทางไปได้ไกล ๆ ทำได้โดยการแพร่กระจายคลื่นที่มีโพลาไรเซซั่นแนวดิ่ง ในกรณีที่มีการแพร่กระจายคลื่นในแนวราบ สนามไฟฟ้า จะขนานกับพื้นโลก ฉนั้นคลื่นดินจะเสมือนถูกลัดวงจร (ดูดกลื่น) ด้วยความนำไฟฟ้าของผิวโลก อย่างไรก็ดี เราใช้ประโยชน์คลื่นดินได้เฉพาะย่าน LF และ MF เท่านั้น

Ground wave radio propagation

การ แพร่กระจายคลื่นแบบ Ground wave เราจะใช้สำหรับการสื่อสารระยะสั้น ในเวลากลางวัน เพราัะว่าการแพร่กระจายคลื่นแบบ Sky-wave ไม่สามารถที่จะทำได้ในกลางวัน (สำหรับย่านนี้ เพราะมีการดูดกลื่น ลดทอนสัญญาณ จากชั้น D)

Effect of frequency

ใน ส่วนของ wave fronts ของการแพร่กระจายคลื่นแบบนี้ สัญญาณจะถูกลดทอนโดยพื้นผิวของโลก ระดับของการลดทอนจะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง สำหรับ ความถี่ใช้งานก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดอัตราการลดทอน คือว่า เมื่อความถี่สูงขึ้น การลดทอนสัญญาณก็จะมากขึ้น สำหรับความถี่ 3 MHz จะถูกลดทอนมากกว่าความถี่ 0.5 MHz ถึง ประมาณ 20 - 60 dB

ความ ถี่ต่ำมาก หรือ very low-frequency (VLF ความถี่ต่ำกว่า 300 kHz) ถ้าใช้การแพร่คลื่นแบบ vertically polarized จะมีการลดทอนสัญญาณน้อยมาก สามารถติดต่อได้ไกล หลาย 100 ไมล์
สำหรับย่าน ความถี่ปานกลาง medium-wave band (300 to 3000 kHz, รวมไปถึงวิทยุกระจายเสียง AM) สามารถไปได้ไกลกว่า 1,000 ไมล์ในเวลากลางคืน
แต่พอมาถึงย่าน HF จะมีการสูญเสียมาก (reduces drastically) พอถึงความถี่ช่วงปลาย ๆ ของย่าน HF การแพร่กระจายคลื่นแบบนี้จะหยุดลง (ไปได้แค่ ไม่กี่ 10 ไมล์ )

Effect of the ground

ค่า ความเป็นตัวนำ (Ground conductivity) ของพื้นผิวโลก , ภูมิประเทศ ,ความขรุขระ ของพื้นผิว ล้วนมีผลต่อการลดทอนสัญญาณ ของความถี่ย่านนี้

ตัวอย่างความนำของพื้นผิวต่าง ๆ

ตัวอย่างความนำของพื้นผิวต่าง ๆ

Effect of polarisation

รูป แบบการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ ส่งผลต่อการลดทอนสัญญาณ สายอากาศที่มีี่การแพร่กระจายคลื่นแบบ Vertical polarisation จะมีการลดทอนน้อยกว่า การแพร่กระจายคลื่นแบบ horizontally polarisation บางครั้งอาจจะดี มากกว่า 10 dB วิทยุกระจายเสียงในย่าน MF (วิทยุ AM) จะใช้การแพร่กระจายคลื่นแบบ Vertical polarisation แต่ว่าโครงสร้างของสายอากาศจะยาว เราแก้ปัญหาโดยการใช้ Loading Coil

Tropospheric propagation

troposphere เป็นกลุ่มของชั้นบรรยากาศ ที่อยู่ระหว่างผิวโลกและชั้น stratosphere

การที่ชั้น troposphere สามารถที่จะสะท้อนคลื่นได้ เกิดจากคุณสมบัติการเป็นฉนวนของอากาศ และอากาศส่วนมากก็จะมีความชื้น (moisture) อยู่ เราลองทบทวนกันก่อนว่า แสง หรือคลื่นวิทยุ เวลาเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่น (density) ต่างกัน จะทำให้เกิดการหักเห (refraction)

รูปแบบการหักเหของคลื่น เมื่อผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน

รูปแบบการหักเหของคลื่น เมื่อผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน

เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความชื้นน้อย คลื่นวิทยุจะหักเหลงมายังพื้นโลก

รูปแบบการหักเหของคลื่น เมื่อผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน

แต่เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความชื้นมาก คลื่นวิทยุก็จะไม่กลับมายังพื้นโลก

โดย ปรกติความหนาแน่นของอากาศ จะลดลงเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น คลื่นวิทยุที่อยู่ด้านบนจะเดินทางเป็นเส้นตรง ด้วยความเ้ร็วกว่าคลี่นที่อยู่ด้านล่าง เป็นผลทำให้คลื่นวิทยุ ถึงปลายทางพร้อมกัน ปรากฎการนี้เราเรียกว่า "simple refraction" เราสามารถคำนวนระยะทางการติดต่อสื่อสารได้โดยใช้สูตร radio horizon

กรณี พิเศษ เราเรียกว่า "super refraction" เกิดจากอากาศบริเวณ พื้นผิวโลกมีความร้อนมากกว่า มากกว่าอากาศ บริเวณทะเล ทำให้เกิดปรากฏการ คล้าย ๆ คลื่นวิทยุเดินทางผ่านท่อนำคลื่น (Ducting) ทำให้การติดต่อสื่อสารไปได้ไกล ตั้งแต่ช่วงความถี่ต่ำ ๆ ของย่าน VHF จนถึงย่านไมโครเวพ

จากรูป D1 คือระยะทางการติดต่อแบบปกติ หรือ radio horizon ส่วน D2 คือระยะทางที่เกิดขึ้นจากปรากฏการ ท่อนำคลื่น (Ducting)

คลื่นอวกาศ (Space wave)

เมื่อ ความถี่สูงกว่า 4.5 MHz คลื่นดินเริ่มใช้ได้เพียงไม่กี่กิโลเมตร และเมื่อความถี่สูงขึ้นไปถึงย่าน VHF และ UHF คลื่นอวกาศจะไปได้ไกลกว่าคลื่นดิน การติดต่อแบบนี้สายอากาศจะต้องอยู่ในระดับสายตา (line-of-sight) เพราะ คลื่นอวกาศจะเดินทางเป็นเส้นตรง จากสายอากาศเครื่องส่งไปยังสายอากาศของเครื่องรับ ในบางครั้ง เราจึงเรียกการแพร่กระจายคลื่นแบบนี้ว่า Direct wave วิธีการเพิ่มระยะทางในการติดต่อสื่อสารให้ได้ไกลขึ้น สามารถทำได้โดย เพิ่มความสูงของสารยอากาศ

ตารางแสดงระยะทางการติดต่อสื่อสารแบบ line-of-sight ต่ิอความสูงของสายอากาศทางด้านเครื่องรับและเครื่องส่ง

ตารางแสดงระยะทางการติดต่อสื่อสารแบบ line-of-sight ต่ิอความสูงของสายอากาศทางด้านเครื่องรับและเครื่องส่ง

คลื่นฟ้า (Sky wave)

เหนือ ผิวโลกขึ้นไป 50 ถึง 400 กิโลเมตร การแพร่รังสีจากดวงอาทิตย์ จะทำให้อนุภาคของก๊าช ในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก แต่ตัวเป็น ไอออน (Ionize) เกิดประจุบวกและประจุลบ รวมทั้งอิเล็คทรอนอิสระ มากมาย ชั้นบรรยากาศนี้เรียกว่าชั้น ไอโอโนสเพียร์ คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่เดินทางเข้าสู้ชั้นบรรยากาศนี้จะถูกหักเห เนื่องมาจาก สนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีลักษณะเดียวกับ แสง คือ ถูกหักเห และสะท้อน การหักเหของคลื่นจะมากหรอน้อย ขึ้นอยุ่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความถี่ที่ใช้ ความหนาแน่ของ ไอออนในชั้น ไอโอโนสเพียร์ มุม ของคลื่น การใช้งานคลื่นฟ้า ส่วนมาจะใช้ความถี่ในย่าน HF แต่อย่างไรก็ดี ในเวลากลางคืน ความถี่ย่าน MF ก็สามารถติดต่อสื่อสารโดยใช้คลื่นฟ้า ได้เช่นเดียวกัน

คลื่นฟ้า (Sky wave)

จากรูป สัญญาณ

  • หมายเลข 1 และ 2 เป็นสัญญาญที่ไม่สะท้อนกลับมายังพื้นโลก
  • หมาย เลข 3 เป็นสัญญาณที่สะท้อนกลับมายังสถานีรับ R1 ระยะ skip distance ของสัญญาณ หมายเลข 3 ตั้งแต่ เครื่องส่ง T จนถึง R1 เครื่องรับที่อยู่ในช่วงนี้จะไม่สามารถรับสัญญาณนี้ได้ (ยกเว้นเครื่องรับที่อยู่ไกล้ ๆ สถานี T1 รับโดยใช้คลื่น Ground wave สัญญาณหมายเลข 3 เมื่ิอตกลงมายังเครื่องรับ R1 ยังมีกำลังเหลือพอจึงสามารถสะท้อนกลับ (retransmitted) ไปยังชั้น ไอโอโนสเพียร์ อีกครั้ง การสื่อสารแบบนี้เรียกว่า Multi-hop
  • สัญญาณหมายเลข 4 เป็นการเปลี่ยนมุมในการแพร่กระจายคลื่นใหม่

การติดต่อสื่อสารแบบ คลื่นฟ้านี้ค่อนข้างจะซับซ้อนเนื่องจาก ชั้นไอโอโนสเพียร์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากรูปจะเห็นว่าคลื่นฟ้า ค่อย ๆ หักเหหลับมายังพื้นโลก มิใช่การหักแบบหักมุม แต่เพื่อความสะดวกเราสมมุติว่า คลื่นสะท้อนได้ ตามเส้นประ เราเรียกว่าสูงนี้ว่า ความสูงเสมือน (virtual height) ความสูงเสมือนนี้สามารถหาได้จาก การยิงพลัชความถี่ต่าง ๆ ไปตรง ๆ ในแนวดิ่ง โดยเครื่อง ionosonde (ionospheric sounder)

Digisonde TM Portable Sounder

และให้คลื่นสะท้อนกลับมา ยังโลก เมื่อส่งคลื่นความถี่สูงขึ้น จนถึงค่าหนึ่ง คลื่นจะไม่สะท้อนกลับมา ความถี่สูงสุดที่สะท้อนกลับมา เราเรียกว่า ความถี่ วิกฤต (critical frequency หรือ vertical incidence) ความถี่นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามชั้น ไอโอโนสเพียร์ ซึ่งไม่แน่นอน

ตัวอย่างภาพ vertical incidence ionogram

สมมุติว่า เรายิงคลื่น ไปเป็นมุมเฉียง (แทนที่จะเป็นแนวดิ่ง) คลื่นจะเดินทางใน ชั้นไอโอโนสเพียร์ นานขึ้น ดังนั้นการหักเห จะสามารถทำได้มากขึ้น ความถี่สูงกว่า ความถี่วิกฤต จะสะท้อนกลับสู่โลกได้ ถ้ายิงเป็นมุมเฉียง อย่างไรก็ตามถ้ามุมยิงสูงขึ้นจนคลื่น ไม่สะท้อนกลับมา มุมนี้เรียกว่า มุมวิกฤต (critical angle)

จากรูป เราจะเห็นได้ว่า เมื่อมุมยิงต่ำลง ระยะทางการติดต่อสื่อสารจะได้ไกลขึ้น ระยะทางนี้จะเรียกว่าระยะ Skip (Skip distances) ระยะนี้จะไกลที่สุดก็ต่อเมื่อ ใช้มุมยิงต่ำสุด และใช้ความถี่สูงสุดที่จะหักเหมุมนั้น

ความถี่ที่สามารถใช้ติดต่อ ระหว่างจุด 2 จุดเรียกว่า ความถี่ใช้งานสูงสุด (maximum usable frequency หรือ MUF ) ความ จริงแล้ว ความถี่ต่ำกว่า MUF ก็ใช้ได้ เพราะคลื่นสามารถที่จะหักเหลงมาได้ เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความถี่ต่ำลง อัตราการลดทอนของชั้น ไอโอโนสเพียร์ จะเพิ่มขึ้นมาก ระดับสัญญาณที่รับได้จึงลดลง ความถี่ต่ำสุดที่สามารถติดต่อได้เราเรียกว่า ความถี่ใช้งานต่ำสุด (Lowest Usable Frequencies หรือ LUF) ถ้า ความถี่ต่ำกว่า LUF จะรับสัญญาณไม่ได้ เพราะถูกลดทอนหมด ถ้าใช้ความถี่สูงกว่า MUF ก็จะรับไม่ได้เพราะจะทะลุฟ้าไปหมด ฉนั้นความถี่ที่ดีที่สุดคือ MUF

MUF จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ เช่น ช่วงเวลาของวัน ฤดูกาล เป็นต้้น ดังนั้นเราจึงควรเลือกความถี่ที่พอเหมาะ (Optimum Usable Frequency หรือว่า OUF) คือให้ต่ำกว่า MUF ลงมาพอที่จะให้ระดับสัญาณไม่กระเพื่อมมากนัก ในแต่ละนาที (ถ้ารับสัญญาณตรงความถี่ MUF พอดี สัญญาณจะกระเพื่อม เดียวแรงเดียวอ่อน)

Ionospheric Fading

สัญญาณ วิทยุย่าน HF จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับความแรง ของสัญญาณ ตั้งแต่ในระยะเวลาไม่กี่วินาที จนถึงหลายนาที เนื่องมาจากคลื่นวิทยุที่เดินทางมาถึงเครื่องรับ มีหลายเส้นทาง (Multipath) เช่น คลื่นตัวแรก มาแบบ 1 hop ส่วนคลิ่นตัวหลัง มาแบบ 2 hop ในบางครั้งจะเสริมกัน (in-phase) และบางครั้งจะหักล้างกัน (out-of-phase) การจางหายของสัญญาณนี้จะเจอมาก ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ ขึ้น และตก หรือว่า ใช้ความถี่ไกล้กับค่า MUF ถ้าระดับสัญญาณเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก วงจร AGC ภายในเครื่องรับ ก็จะทำการชดเชย ระดับสัญญาณที่รับได้ให้คงที่


http://www.hs8jyx.com

การฝึกรับส่งรหัสมอร์ส

การฝึกรับส่งรหัสมอร์ส


การส่งข่าวสารกันด้วยวิทยุโทรศัพท์ (Radio Telephone) เป็นวิทีที่ง่ายมากเพราะเพียงแต่พูดเข้าไปทางไมโครโฟน ที่ต่อเข้ากับเครื่องส่งวิทยุ ผู้รับก็เพียงแต่เปิดเครื่องรับวิทยุให้มีความถี่ตรงกับสถานีส่งแล้วนั่งฟัง เสียงที่พูดออกมาทางลำโพง แต่การส่งข่าวสารกันด้วยรหัส (Code) หรือที่เราเรียกกันว่าวิทยุโทรเลข(Radio Telegraphy) นั้นเป็นการส่งข่าวสารที่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษ ของทั้งผู้ส่งและผู้รับ ทีนี้คุณคงอยากจะถามขึ้นมาว่า " ...ถ้าการส่งด้วยเสียงพูดง่ายขนาดนั้นแล้วทำไมเราต้องมีการส่งด้วยรหัสละ? " มีเหตุผลอยู่ 4 ประการที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

  1. การติดต่อสื่อสารทางวิทยุด้วยรหัส ใช้เครื่องมือที่มีความชับซ้อนน้อยกว่า มีราคาถูกกว่า และมีขนาดเล็กกว่าเครื่องวิทยุรับส่ง ประเภทวิทยุโทรศัพท์ (ใช้เสียงพูด)
  2. การ ส่งด้วยรหัสนั้นสามารถทะลุทะลวง ผ่านเสียงรบกวนเนื่องจากบรรยากาศได้ดีกว่า เสียงพูดธรรมดา เพราะเสียงธรรมดา มีระดับเสียงและความถี่ที่เปลี่ยนแปลงไปมา ซับซ้อนกว่าเสียงความถี่ของสัญญาณรหัส จึงทำให้สามารถรับฟังสัญญาณได้ดีกว่า ในสภาพบรรยากาศที่ติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุโทรศัพท์ลำบาก จึงมีความเชื่อถือได้สูงและแน่นอนกว่า หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ที่ระยะทางห่างเท่ากัน การรับส่งโดยใช้รหัสมอร์ส จะใช้กำลังส่งน้อยกว่าการติดต่อโดยวิทยุโทรศัพท์ได้
  3. การ ส่งด้วยรหัสใช้แถบความถี่ (ฺBandwidth) แคบกว่าเสียงพูดดังนั้นในย่านความถี่หนึ่ง ๆ สามารถใช้ได้หลายช่องความถี่โดยไม่รบกวนกัน อย่างเช่นอาจใช้ได้มากถึง 10 สถานีพร้อมกัน ขณะที่การส่งเสียงพูดอาจจะใช้ได้เพียงสถานีเดียว
  4. รหัส มอร์สเป็นรหัสสากลที่นักวิทยุทั่วโลกรู้จักและเข้าใจดี ดังนั้นเมื่อใช้ร่วมกับรหัส Q และคำย่อต่าง ๆ ก็สามารถทำให้นักวิทยุทั่วโลกติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกันได้โดยไม่มีกำแพงขา วงกั้นด้านภาษา ซึ่งมีประโยชน์ทั้งการติดต่อในภาวะปกติ และภาวะฉุกเฉิน
    ด้วย ความสำคัญของรหัสมอร์สดังกล่าว สหภาพวิทยุโทรคมระหว่างประเทศ (ITU) จึงกำหนดว่านักวิทยุทุกคน ที่ต้องใช้ความถี่ต่ำกว่า 30 MHz ควรจะต้องมีความสามารถในการรับส่งรหัสมอร์ส

เขาฝึกกันนานเท่าไร

การฝึกรหัสมอร์ส ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ขอเพียงแต่มีความตั้งใจรจิงเท่านั้น ไม่ว่าจะอายุ 4 ขวบ หรือ 80 ปี เขาก็ฝึกกันได้ทั้งนั้นโดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 70 ชั่วโมง (ครั้งละไม่เกินครึ่งชั่วโมง) จะได้ความเร็วขนาด 13 คำต่อนาที ประมาณ 120 ชั่วโมง สำหรับความเร็ว 16 คำต่อนาที และ 175 ชั่วโมงสำหระบ 20 คำต่อนาที อย่างไรก็ตามหลายคนฝึกได้เร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน

ใน ยุคความก้าวหน้าทางอิเล็คทรอนิกส์เช่นนี้ผู้ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในวงการวิทยุ สมัครเล่น ไม่ค่อยมีใครอยากฝึกรหัสมอร์สกันเท่าไรนัก เพราะคิดว่าใช้เสียงพูดน่าสนใจกว่า ยิ่งบางคนเคยเห็นเครื่องรับส่งรหัสมอร์สอัตโนมัติยิ่งไม่อยากฝึกเคาะด้วยมือ เอาเลย เรืยกว่าที่จำใจฝึกให้เป็นนั้น เพราะถ้าสอบไม่ผ่านก็อดเป็นนักวิทยุสมัครเล่น

คุณ คงแปลกใจเมื่อรู้ว่า นักวิทยุสมัครเล่นมากมายทั่วโลกที่กลับรักใช้คันเคาะมากกว่าไมโครโฟน เพราะพอสอบได้และเริ่มลองรับ-ส่งรหัสมอร์ส ออกอากาศด้วยระบบการส่งที่เรียกว่า CW แล้วนั่นแหลาะจึงได้พบว่าการรับ-ส่งรหัสมอร์สนั้นสนุกและน่าประทับใจมาก เป็นภาษาพิเศษ ที่เชื่อมตัวคุณเองเข้ากับนักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก เมื่อคุณพบนักวิทยุสมัครเล่นที่มีความสามารถในการรับฟังน้อยกว่า ความมีอัธยาศัยในจิตใจ จะทำให้คุณต้องลดความเร็วของคุณให้พอเหมาะกับคู่สนทนา การรับส่งรหัสมอร์สจึงเป็นศิลปพิเศษอย่างหนึ่ง นอนกจากนั้นแล้ว รหัสมอร์ยังช่วยให้คุณเปิดโลกกว้างมากขึ้น จากการฟังทางวิทยุคลื่นสั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของนักวิทยุสมัครเล่น

และ คุณคงแปลกใจมากขึ้นไปอีก เพราะสามารถจำรหัสมอร์สได้ตลอด โดยไม่มีวันลืมเช่นเดียวกับการหัดขี่จักรยาน กว่าจะขี่ได้ก็ล้มแล้วล้มอีก แต่พอขี่เป็นแล้วก็จะขี่เป็นจนวันตาย เวาล 70 - 100 ชั่วโมงนั้นจึงคุ้มกับความสามารถพิเศษที่ติดตัวไปจนวันตาย

ดังนั้นจงตั้งใจฝึก และตั้งเป้าหมายให้ได้ว่า "ผมต้องฝึกรหัสมอร์สให้ได้ !!" แล้วคุณจะทำมันได้สำเร็จ

ขั้นตอนการเรียนรู้

ขั้นตอนการเรียนรู้รหัสมอร์สอาจจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ

  1. ขั้นตอนจำรหัส
  2. ขั้นตอนการรับฟังรหัสให้ถึงความเร็วระดับหนึ่ง
  3. ขั้นตอนการส่งรหัสให้ถึงความเร็วระดับหนึ่ง

ในหลาย ๆ โอกาสขั้นตอนที่ 2 และ 3 เราอาจจะเรียนรู้ไปในช่วงเวลาเดียวกัน

การจำรหัส คุณสามารถจำรหัสได้ภายในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องมีใครช่วย ข้อสำคัญที่สุดของการท่องจำคือ อย่าท่องจำจากการนึกภาพเป็น จุด หรือ ขีด ควรจะจำเป็นเสียง ดิต (Dit) หรือ ดาห์ (Dah) อย่างเช่นจำตัวอักษร C ว่าเป็น -.-. ซื่งเป็นการจำแบบเห็นรูป แต่ให้จำเป็นเสียงว่า ดาห์ - ดิ - ดาห์- ดิต ซึ่งเป็นการแทนเสียงใกล้เคียงของจริง

และ อย่าพยายามจำตัวอักษรทั้งหมดในรวดเดียว จงจำทีละกลุ่มให้ได้จนขึ้นใจจริง ๆ ก่อนลองทบทวนของเก่าซ้ำแล้วจึงเพิ่มอีกทีละกลุ่ม เทคนิคการจำนั้นแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการจำแบบหนึ่ง ซึ่งแบ่งการจำออกเป็น 7 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1

กลุ่มนี้มีแต่ตัวอักษรที่มีแต่ ดิต หรือ ดาห์ ล้วน ๆ อย่างไดอย่างหนึ่งเท่านั้น จำง่ายๆ ว่า EISH TMO ภายในไม่กี่ชัวโมง คุณจำได้แน่

E = ดิต
I= ดิ ดิต
S= ดิ ดิ ดิต
H= ดิ ดิ ดิ ดิต
T= ดาห์
M= ดาห์ ดาห์
O= ดาห์ ดาห์ ดาห์

ขอ ให้สังเกตด้วยว่า " ดิต" เมื่อไม่อยู่ตัวสุดท้าย จะถูกละตัว "ต" กลายเป็น "ดิ" ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเสียงสั้นที่มีน้ำหนักเน้นน้อยลง

กลุ่มที่ 2

กลุ่มนี้ประกอบด้วย ดิ หรือ ดาห์ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้านหน้า เพียงตัวเดียว

A = ดิ ดาห์
W = ดิ ดาห์ ดาห์
J = ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์
N= ดาห์ ดิต
D = ดาห์ ดิ ดิต
B = ดาห์ ดิ ดิ ดิต

ถึง ขั้นนี้คุณคงจำตัวอักษรไปแล้วครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด ให้เหลียวมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณอย่างเช่น หนังสือภาษาอังกฤษ ป้ายโฆษณา กล่องขนม ลองอ่านตัวอักษรเหล่านั้นออกมาเป็นเสียงรหัสมอร์ส ฝึกอย่านี้บ่อย ๆ จนมั่นใจว่าจำได้ขึ้นใจแน่ ๆ แล้วจึงฝึกกลุ่มต่อไป

กลุ่มที่ 3

กลุ่มนี้มีความสำพันธ์กันน้อยลง

U = ดิ ดิ ดาห์
V = ดิ ดิ ดิ ดาห์
G= ดาห์ ดาห์ ดิต
Z= ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
K = ดาห์ ดิ ดาห์
R = ดิ ดาห์ ดิต
P = ดิ ดิ ดาห์ ดิต
X = ดาห์ ดิ ดิ ดาห์

กลุ่มที่ 4 ไม่มีความสำพันธ์กันเลย

F = ดิ ดิ ดาห์ ดิต
C= ดาห์ ดิ ดาห์ ดิต
L = ดิ ดาห์ ดิ ดิต
Q = ดาห์ ดาห์ ดิ ดาห์
Y = ดาห์ ดิ ดาห์ ดาห์

หมด ตัวอักษรแล้วครับ ! เห็นมั้ยละว่าการจำตัวอักษรทั้ง 26 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ง่ายกว่าการหัดพิมพ์ดีด หรือเล่นเปียนโนเสียอีก ข้อสำคัญคือ จงฝึกให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

กลุ่มที่ 5

กลุ่มนี้เป็นตัวเลขจะประกอบด้วย 5 ส่วน ซึ่งทุกตัวลงท้ายด้วย ดาห์

0 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์
1 = ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์
2= ดิ ดิ ดาห์ ดาห์ ดาห์
3= ดิ ดิ ดิ ดาห์ ดาห์
4 = ดิ ดิ ดิ ดิ ดาห์

กลุ่มที่ 6 เป็นตัวเลขประกอบด้วย 5 ส่วนเช่นเดียวกันแต่ลงท้ายด้วย ดิต

5 = ดิ ดิ ดิ ดิ ดิต
6= ดาห์ ดิ ดิ ดิ ดิต
7 = ดาห์ ดาห์ ดิ ดิ ดิต
8 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
9 = ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดาห์ ดิต

หมด ตัวอักษรแล้วครับ ! เห็นมั้ยละว่าการจำตัวอักษรทั้ง 26 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ง่ายกว่าการหัดพิมพ์ดีด หรือเล่นเปียนโนเสียอีก ข้อสำคัญคือ จงฝึกให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

กลุ่มที่ 7

กลุ่มนี้เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในการทดสอบ ระดับเริ่มต้น มี 6 ส่วน

. (จุด) = ดิ ดาห์ ดิ ดาห์ ดิ ดาห์
, (ลูกน้ำ)= ดาห์ ดาห์ ดิ ดิ ดาห์ ดาห์
? = ดิ ดิ ดาห์ ดาห์ ดิ ดิต
/ = ดาห์ ดิ ดิ ดาห์ ดิต

เสียง ยาว (ดาห์) จะยาวประมาณ 3 เท่าของเสียงสั้น (ดิต) ส่วนระยะห่างระหว่างตัวอักษรหรือตัวเลข จะเท่ากับ ดิต หนึ่งตัว ระยะห่างระหว่างตัวอักษรจะเท่ากับบ 3 ดิต (สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะยืดระยะนี้ให้ยาวขึ้น เพื่อให้ฟังง่าย) ส่วนระยะระหว่างคำจะเท่ากับ 5 ดิต (บางตำรายอมให้ถึง 7 ดิต)

การฟัง(เขียน)

ควร หาเทปหรือซีดีสำหรับฝึกรหัสมอร์สมาฟังดู ในชุดควรมีความเร็วต่าง ๆ กันคือ 5,7.5,10 และ 13 คำต่อนาทีถ้าคุณฟังได้ถูกหมดที่ระดับความเร็วหนึ่งแล้ว คุณควรมีความสามารถในการฟังได้สูงกว่าความเร็วนั้นสัก 20-25 %

การ ฟังหรือการเขียนนั้นเช่นเดียวกับการฟังใครสักคนหนึ่งออกมา คุณจะไม่หมกมุ่นกับข้อความของเขาว่ามีตัวอักษรใดบ้าง สมองจะทำงานร่วมกับหูแล้วแปลความหมายออกมาให้คุณทราบทันทีโดยอัตโนมัติ การฟัง (เขียน)รหัสมอร์ส เป็นการฝึกให้มือคุณเขียนตัวอักษรหรือตัวเลขทันทีทุกครั้งที่ได้ยินรหัส มอร์สตัวนั้น ๆ โดยที่สมองของคุณเองทำงานด้วยความเคยชินไม่ตึงเครื่ยด เป็นการฝึกความสำพันธ์ระหว่าหูกับสมอง ลองคิดดูง่าย ๆ สิครับ ถ้ารหัสมาด้วยความเร็ว 25 คำต่อนาที ซึ่งเป็นระดับปกติของพนักงานวิทยุพาณิชย์ ก็เท่ากับว่ามีตัวอักษรมา 125 ตัวต่อนาที (เฉลี่ย 5 ตัวอักษรต่อคำ) หรือมากกว่า 2 ตัวอักษรต่อวินาที สมองของคุณมามีเวลามาคิดหรือหมกมุนหรอกครับ ต้องออกมาโดยอัตโนมัติได้เท่านั้น จึงจะรับได้ทัน

ต่อไปนี้คือข้อแนะนำต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ดีขึ้น

  • ก่อนฝึกจำนั้น คุณต้องจำรหัสมอร์สของตัวอักษร,ตัวเลข และเครื่องหมาย ให้ได้โดยสมองไม่ต้องคิดเลยเมื่อเห็นตัวอักษร ตัวนั้น ๆ
  • การ ให้เวลา, มีความอดทนและมีความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่คุณต้องมีจึงจะประสบความสำเร็จในการ เรียนรหัสมอร์ส อย่ารีบร้อนว่าต้องเป็นให้ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
  • อย่า ฝึกละนานเกินไปเพราะทำให้มีผลเสียมากกว่าผลดี (คุณอาจจะปวดหัวและสมองล้าจนทำอะไรต่อไปไม่ดีขึ้น) ครั้งหนึ่งไม่ควรเกิน 30 นาทีและไม่ควรเครียดจนเกินไป
http://www.hs8jyx.com

ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !

ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !

"ไม่ต่อสายอากาศ กดคีย์ ประเดียว PA ก็เสียหรอก" ประโยคนี้คงจะได้ยินในหมู่เพื่อนสมาชิกชาว HAM บ้านเรา จนชินแล้วนะครับว่า ถ้าไม่ใส่สายอากาศ แล้วกด PTT จะทำให้ PA เสียหาย ต้องเสียเงินซ่อมหลายตังค์

หลายคนก็คงสงสัยว่า แล้วเจ้าตัว PA มันคืออะไร ทำไมมันเสียหายง่ายนัก แค่ไม่ใส่สายอากาศแค่นี้ก็เสียแล้ว แต่ทำไมบางเครื่องไม่ได้ใส่สายอากาศแล้วกด PTT ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย หรือว่าเครื่อง ๆ นั้นไม่มี PA หรือมันยังไงกันแน่ ?

รูป ขยายทรานซิสเตอร์กำลัง (Power Transistor) ที่ใช้ใน ICOM IC-2N

รูป ขยายทรานซิสเตอร์กำลัง (Power Transistor) ที่ใช้ใน ICOM IC-2N

ครับ PA ที่เราเห็นเป็นตัวพลาสติกสีดำสีดำ ๆ มีขา 4-6 ขา หรือมากกว่า มีครีบระบายความร้อน ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้วนแต่เรียกว่า PA ทั้งนั้น

คำ ว่า PA ย่อมาจาก Power Amplifier ซึ่งเป็นภาค ๆ หนึ่งของอุปกรณ์ขยายกำลังแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องขยายเสียงบ้าน กลางแจ้ง แอมป์รถยนต์ วิทยุรับส่ง หรือแม้แต่วิทยุกระจายเสียง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังมากให้ได้ตามต้องการ ในวิทยุรับส่ง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังส่งให้ออกสูง ๆ ตามแต่ PA ตัวนั้นจะทำได้ ดังนั้นเครื่องจะมีกำลังส่งมากน้อยเพียงใด ภาค PA จะเป็นตัวกำหนดกำลังส่งสูงสุดของเครื่อง ๆ นั้นด้วย เช่น ภาค PA ตัวนั้นขับกำลังส่งได้ สูงสุด 5 วัตต์ (Maximum Power Output) เราไปจับให้มันขยายสัก 10 วัตต์ คราวนี้ ไม่ต้องรอให้ถอดสายอากาศแล้วส่งออกอากาศหรอกครับ ถึงใส่สายอากาศก็มีสิทธิเสียเอาง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะเราไปใช้งานมันหนักเกินกำลังความสามารถของตัวมันเองนั่นละครับ แต่ถ้าเอา PA 5 วัตต์ มาใช้ 2.5 วัตต์ ได้สบาย ๆ

PA ที่เป็นชุดสำเร็จ (PA MODULE) ของเครื่องวิทยุรุ่นต่าง ๆ

PA ที่เป็นชุดสำเร็จ (PA MODULE) ของเครื่องวิทยุรุ่นต่าง ๆ

  • PA MODULE ของ ICOM - IC-02N (S-AV16H)
  • PA MODULE ของ ICOM IC-2G (SC-1080)
  • PA MODULE ของ FT-411T (M57796MA)

เรา จะเห็นว่า ถ้านำเอา PA กำลังต่ำมาใช้กับกำลังส่งที่สูงกว่าไม่ได้ แต่ถ้านำเอา PA ที่มีกำลังสูง มาใช้งานที่กำลังต่ำกว่าได้ และจะทำให้การใช้งานทนทานนานขึ้นด้วย เพราะเหตุนี้การออกแบบ PA โดยทั่วไป ทางสบริษัทผู้ผลิตจะกำหนดกำลังส่งที่ใช้งานต่ำกว่ากำลังส่งสูงสุดเสมอ เพื่อการใช้งานที่ทนทานขึ้น และป้องกันความผิดพลาด ที่จะเกิดขึ้นขณะใช้งาน

ในเครื่องวิทยุรับส่งบางเครื่องยังใช้ PA เป็นทรานซิสเตอร์อยู่ เช่น IC-2N,FT-208,C-120,C-150 โดยเหตุผลบางประการ เช่น สมัยนั้นยังไม่มี PA ที่เป็นชุด (MODULE) ที่เหมาะสมกับเครื่องนั้น ๆ หรือ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อม เพราะการเปลี่ยนอุปกรณ์เพียงตัวเดียว ย่อมถูกกว่าการเปลี่ยนทั้งภาคแน่ ๆ แต่ในระยะหลัง ๆ บริษัทผู้ผลิต วิทยุรับส่ง ได้นำเอา PA ที่เป็นชุด (MODULE) มาใช้กับวิทยุรุ่นใหม่ ๆ PA MODULE จะทำหน้าที่อย่าง PA ที่เป็นทรานซิสเตอร์ ภาคนี้ทุกอย่างจะรวมอยู่ใน PA MODULE จะรวมเอา ทรานซิสเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในภาค PA เดิม ๆ ไว้ในนั้น หรือจะพูดง่าย ๆ ว่าย้ายภาค PA ออกมาเป็น MODULE เพื่อลดขนานของภาคส่งลงและง่ายต่อการตรวจซ่อม คือถ้าเสียก็ยกเปลี่ยนทั้ง PA เลย

ภาพ PA หลังจากแกะฝาครอบออก จะเห็นอุปกรณ์มากมาย มาอยู่ในกล่องเล็ก ๆ นี้

อุปกรณ์ภายใน PA MODULE ของ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่งแบบมือถือหลายรุ่น ยาวแค่ 4 ซม.กว่า ๆ เท่านั้น

ขยายให้เห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน

  • 1.เป็นทรานซิสเตอร์ขยายกำลัง (Power Transister) เช่นเดียวกับรูปทรานซิสเตอร์กำลังในรูปที่ 1
  • 2.ไมโครสตริปไลน์ มีลายทองแดงงอไปงอมาทำหน้าที่เป็น L และ C ให้กับวงจร

รูปร่างและขนาดของ M57796MA

จาก รูปเป็น PA MODULE เบอร์ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่ง YAESU เร่น FT-23,FT-411T,STANDARD รุ่น C-112 และสามารถใช้เป็นเบอร์แทนของ KENWOOD รุ่น TH -25 ได้ เมื่อแกะออกมาจะมีวงจรภายในอย่างที่เห็น จุดที่ลูกศรชื้คือ Power Transister ทำหน้าทีอย่างเดียวกับทรานซิสเตอร์ในภาค PA ของเครื่องที่ใช้ ทรานซิสเตอร์นะครับ คือทำหน้าที่ขับกำลังและขยายกำลังส่ง ให้ได้ตามต้องการ ซึ่งตัวนี้ละที่มันมักจะเสีย การเสียในกรณีที่ใช้กับวิทยุรับส่ง โดยมากจะเกิดจากการที่อุณหภูมิของตัวมันสูงเกินกว่าจะทนได้ ไม่ ว่าจะเป็นเพราะค่า VSWR ของระบบสายอากาศสูงเกินไป หรือการระบายความร้อนไม่ดี การใช้งานอย่างหนัก กด PTT นานกินไป หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันร้อนจนเกินอุณหภูมิ ที่มันจะทนได้ จุดที่เขาวัดอุณหภูมิเขาวัดภายในตัวทรานซิสเตอร์นะครับ แต่ถ้า PA ร้อนมาก ๆ ต้องระวังไว้ก่อน เพระอุณหภูิมิภายนอกต้องน้อยกว่าที่ตัวทรานซิสเตอร์แน่นอน อีกสาเหตุที่ทำให้ทรานซิสเตอร์ตัวนี้เสียก็คือการจ่ายไฟ DC สูงเกินกว่า ที่เจ้า PA ตัวนั้น ๆ จะทนได้ ซึ่งก็จะบอกมากับ Specification ในคู่มือการใช้เครื่องนั้น ๆ ในรูปของโวลต์สูงสุด ที่สามารถใช้กับเครื่องวิทยุเครื่องนั้น ๆ ได้

วงจรสมมูล (Equivalent Circuit) ของ M57796MA

ถ้า พิจารณาจาก Equivalent Circuit ซึ่งแสดงให้เห็นอุปกรณ์ภายใน ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม PA MODULE เบอร์ M57796MA มี 4 ขา แต่ทำไมใน Equivalent Circuit ถึงมี 5 ขา เปล่า ญี่ปุ่นเขาไม่ได้ทำเกินหรอกครับ ก็ขาที่ 5 เขาใช้แผ่นครีบระบายความร้อน ด้านหลังแท่นเลย ไม่มีขาที่ 5 ให้เห็น

http://www.hs8jyx.com/html/pa.html


วิทยุ QRP เขาเล่นกันอย่างไร

วิทยุ QRP เขาเล่นกันอย่างไร


คำจำกัดความสั้น ๆ ของ QRPer หรือ QRP Operator ก็คือกลุ่มนักวิทยุผู้พยายามจะจำกัดตัวเอง ไว้ด้วยกำลังส่งต่ำ ๆ เพื่อหันมาพัฒนาระบบการกระจายคลื่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

คำว่า กำลังส่งต่ำ ๆ นั้นมีเกณฑ์ทั่วไปที่ 5 วัตต์ และ เขาใช้ความถี่ย่าน HF ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่อง Base ทั่ว ๆ ไปแล้ว ถึอว่าน้อยมาก แม้กระนั้นก็ยังมีผู้ตั้งกลุ่ม ย่อย ๆ ลงไปอีก เช่นพวก 1 Watter ที่ตั้งปณิธานกันแน่วแน่ว่าไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่ยอมออกอากาศเกิน 1 วัตต์เป็นต้น

นักวิทยุกำลังส่งต่ำเหล่านี้ได้ประโยชน์อะไรกัน ?

เท่าที่ประมวลกันมาได้ ...พวก QRPer นี้จะ

1.จะพยายามสร้างอุปกรณ์ทุกอย่างแม้แต่เครื่อง รับ - ส่ง ด้วยตัวเอง เพราะกำลังส่งขนาดนี้หาอุปกรณ์ได้ไม่ยาก และอุปกรณ์ประกอบสถานี เช่น SWR Meter ,RF Meter ก็ล้วนสร้างง่ายกว่าพวกวัตต์สูง ๆ

จะพยายามสร้างอุปกรณ์ทุกอย่างแม้แต่เครื่อง รับ - ส่ง ด้วยตัวเอง

2. เขาจะพยายามทุกวิถีทางที่จะพัฒนาระบบการกระจายคลื่น อันประกอบด้วย สายนำสัญญาณสายอากาศ การหาทิศทางที่ถูกต้องแม่นยำ การเลือก Propagation ให้ให้ได้รับผลตอบสนองสูงสุด

3. ประหยัดมาก ในขณะที่พวก วัตต์สูง ต้องตั้งสถานีกันหลายหมื่น (บาทไทย) หรือเป็นเรือนแสน พวก QRPer เขาเล่นกันด้วยงบ "a few dollas" ต่อเครื่องมือแต่ละชิ้นเท่านั้น

4. เขาใช้เวลาของเขาได้คุ้มค่ามาก เพราะ การนั่งสร้าง นั่งทดลองอะไร ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม ล้วนนำมาซึ่งทักษระและความรู้ ความชำนาญ เขาไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระเลย

5. ได้รับความภูมิใจสูงสุดใน การติดต่อกับสถานีที่ไกลขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง เป็นการได้มาด้วยทักษะและความพยายาม QSL Card แต่ละใบที่ได้มาคือคะแนนวัดความสามารถที่แท้จริง มิใช่ได้มาด้วยการทุ่มทัน เพิ่มกำลังส่ง อย่างที่พวก QRPer เขากระทบพวกวัตต์สูงว่า "Put the Fire in to the Line"

6. ได้รับความสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น เพระาเขา่รักในสิ่งนี้จริง ๆ พวกเขานั่งคีย์ออกอากาศด้วยเครื่องเท่าฝ่ามือ ที่เพียรสร้างขึ้นมาเอง ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบ ๆ เทียว เพื่อได้รับคำตอบแผ่ว ๆ จาก เพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า อยู่ห่างไกลกันออกไปค่อนประเทศ และเมื่อพวกเขามาพบกัน แน่นอนเขาย่อมมีเรื่องเล่า สู่กันฟังมากมายมหาศาล เมื่อเทียบกับคำถาม จืด ๆ ที่คุ้นเคย เช่น คุณใช้เครื่องยีห้ออะไร ? ชื้อเครื่องมาเท่าไร? ของพวกวัตต์สูง ที่เรียกปุ๊บติดปับ

ในการรวมตัวของนัก วิทยุที่มีควาเห็นตรงกัน ว่า Small is Beauty นี้ ขอแนะนำผู้นำบางกลุ่มบางท่านคือ Mr.Doug De Mew (W1FB) และ Mr.Adrian Weiss (W0RSP) ท่านแรกได้เขียนหนังสือ QRP Notebook ขึ้นมาเพื่อแนะนำการสร้างเครื่องมือต่าง ๆ อันเป็นส่วน "บู๊" ส่วนท่านหลังเขียนหนังสือเรื่อง The Joy of QRP อันนี้เรียกว่าส่วน "ปุ๋น" ถ้าใครสนใจน่าจะหามาอ่าน แล้วคุณจะได้ Idea ไปอีกมากมาย อย่างน้อยก็หายงงว่า ไอ้พวกนักวิทยุนี่ มันทำอะไรของมัน วัน ๆ เอาแต่คว้าไมค์ขึ้นมา พูดคุยกันแต่คำถามซ้ำซากอยู่แต่ว่า

" เป็นไงวันนี้รับได้ดีกว่าเมื่อวานเท่าไร ?" ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ตื่นเต้นเลย ไม่นานก็หงอย และทิ้งสถานีราคาหลายหมื่นให้กลายเป็นห้องเก็บของ เหลือแต่นักเจรจาต่อความยาวสาวความยืดกันเต็มความถี่ไปหมด

อย่าง ที่เรียนให้ทราบในตอนต้นว่า กลุ่ม QRPer นี้เมื่อใช้กำลังส่ง 5 วัตต์ ไปได้ระยะหนึ่งก็จะ "ทะลุ" ความต้องการ จึงบีบตัวเองลงมาเป็นกลุ่ม 1 Watter เพื่อหาโจทย์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายมากขึ้น และแน่นอนพวกเขาย่อมได้ความรู้มากขึ้นด้วย

ลองมาดูข้อกำหนดของกลุ่ม QRPer นี้กันดีกว่าครับ

  • 1. หากมีใครติติงมาว่า "สัญญาณของคุณอ่อนจัง" อะไรทำนองนี้ อย่าไปต่อความยาว เพราะเมื่อเล่น QRO เราก็ต้องอ่อนกว่าเขาอยู่้ดี
  • 2. เมื่อ CQ ให้หาดูก่อนว่าความถี่นั้นว่างจริง ๆ และถ้าจะให้ดีควรดูความถี่ข้างเคียงด้วย ว่าไม่มีใครใช้จริง ๆ ก่อนจะออกอากาศ มิฉนั้นอาจจะถูกความถี่ข้างเคียงของพวกวัตต์สูง บี้เอาได้
  • อย่า ลาก CQ ยาว ๆ (ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง) คนที่รอฟังคุณอยู่ เขาต้องการฟัง Call Sign ของคุณมากกว่า จึงควร CQ สัก 3 ครั้งแล้วตามด้วย Call Sign ของคุณ 2 ครั้ง สั่งสัญญาณนี้ไป 2 ชุด แล้วรอฟังคำตอบ (อย่างใจจดใจจ่อ)
  • ใช้ สายอากาศที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยามตั้งไว้ให้สูง ๆ ค่า SWR ต้องต่ำเพื่อให้สัญญาณไปดีที่สุด (ประเภทว่า มีวัตต์น้อยใช้สอบอย่างประหยัด)

พวก นักวิทยุกลุ่ม QRPer นี้มีความเชื่อว่าแค่ 5 วัตต์ หรือน้อยกว่า ก็สามารถครองโลกได้แล้ว หรือพูดอีกแบบได้ว่า การใช้กำลังส่งสูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาทดแทนทักษะของนักวิทยุได้ การติดต่อด้วยกำลังส่ง 1 วัตต์ จากเครื่องที่คุณสร้างเองไปไกลครึ่งค่อนประเทศ น่าจะเป็นรางวัลแก่ชีวิตพอ ๆ กับการอัด 1 กิโลวัตต์เพียงเพื่อจะข้ามโลกไปยังดินแดนที่ติดต่อยากทั้งหลาย


http://www.hs8jyx.com

spec วิทยุ รับ-ส่ง รุ่นเก่า ๆ จากโฆษณา

spec วิทยุ รับ-ส่ง รุ่นเก่า ๆ จากโฆษณา


วิทยุรับส่ง รุ่นของนักวิทยุรุ่นก่อน ๆ เอาไว้ดูเล่น (ความไวในการรับถ้าค่าตัวเลข ยิ่งน้อยยิ่งมีความไวในการรับสูง)

IC-2G IC-2GE
IC-2S IC-2SE
IC-02N
FT-23
FT-411T
TH-25G

IC-229
FT-212L
IC-275
FT-736